REPTALES
เรื่องราวสัตว์จาก ReptTown

“หวัดงู” = กลุ่มอาการ (syndrome) ไม่ใช่ชื่อโรค เตรียมตัวอย่างไรเมื่องูป่วย???


เขียนโดย CM-Exotic

โพสต์เมื่อ 27 ธ.ค. 25

อ่าน 15 ครั้ง

[ คุยกับหมอวิน EP.1 ]

ช่วงหลังมานี้มีคนทักผมบ่อยมากว่า… “งูเหมือนเป็นหวัด”

บางตัวอาการนิดเดียว แค่หายใจดังเบา ๆ แล้วหายเอง

แต่บางตัวลามเร็ว กลายเป็น ปอดอักเสบ และต้องรักษานาน

สิ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนเลยคือ

“หวัดงู” = กลุ่มอาการ (syndrome) ไม่ใช่ชื่อโรคเดียว

ดังนั้น “มีน้ำลาย/มีเมือก/มีเสียงหายใจ” ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคเดียวกันทุกตัว

และไม่ได้แปลว่าจะเป็น “โรคที่กำลังถูกพูดถึงในช่วงนี้” เสมอไป

อาการ “งูเป็นหวัด” เป็นอย่างไร?

• หายใจมีเสียง ฟืด ๆ ครืด ๆ เหมือนมีน้ำอยู่ในคอ

• มีน้ำลาย หรือเมือกในปากเพิ่มขึ้น

• ซึมลง ไม่กิน เบื่ออาหาร

วิธีสังเกตเพิ่ม

ลองดู “มุมปาก” ว่ามีคราบแห้ง ๆ หรือคราบเมือกติดไหม

ลองสังเกต “ขอบกล่องเลี้ยง/ผนังตู้” ว่ามีคราบเปื้อนเป็นจุด ๆ หรือไม่

โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ เศษไม้/เปลือกไม้/bedding มักเห็นคราบพวกนี้ชัด

สาเหตุของอาการหวัดในงู เกิดจากอะไรได้บ้าง?

1. ปัจจัยการเลี้ยง (Poor husbandry) — เจอบ่อยที่สุด

• อุณหภูมิไม่ถึง หรือสวิงมาก

• ความชื้นไม่เหมาะ (สูงหรือต่ำเกิน)

• ระบายอากาศไม่ดี/อับ/มีแอมโมเนียสะสม

สิ่งเหล่านี้ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจระคายเคือง ภูมิลดลง และติดเชื้อแทรกซ้อนได้

2. การติดเชื้อแบคทีเรียฉวยโอกาส (Bacterial infection)

หลายเคสเริ่มจากการเลี้ยงที่ไม่เหมาะ แล้วตามด้วยแบคทีเรียแทรกซ้อน

หากไม่ได้รับการรักษา อาจ ลุกลามลงปอดรุนแรง และอันตรายถึงชีวิตได้

3. ไวรัส (Viral infection / Viral disease)

งูมีเชื้อไวรัสหลายชนิดที่ทำให้หายใจดัง เมือกเยอะ และปอดอักเสบได้

ดังนั้นอย่าเพิ่งเหมารวมว่า “เป็นโรคนั้น” ทุกครั้ง

(EP ต่อๆไป ผมจะเล่า “กลุ่มไวรัสที่คนพูดถึงบ่อย” แบบเข้าใจง่าย)

4. โปรโตซัว เชื้อรา พยาธิทางเดินหายใจ

พบได้ โดยเฉพาะเคสที่มีประวัติความเสี่ยง/งูป่า แต่โดยรวมพบไม่บ่อย

5. สาเหตุไม่ติดเชื้อ

• ระคายเคืองจากฝุ่น สเปรย์ กลิ่นแรง ควัน

• อาการหลังสำลอก/อาเจียน ทำให้ปากอักเสบ (stomatitis)

แล้วกลายเป็นน้ำลาย/เมือกเยอะ และบางครั้งลามลงทางเดินหายใจได้

จะเห็นได้ว่า “งูเป็นหวัด” มีสาเหตุได้หลายอย่างมาก

หน้าที่ของสัตวแพทย์คือ วินิจฉัยแยกโรค เพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริง แล้วรักษาให้ตรงจุดครับ

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบสัตวแพทย์

ผมแบ่งเป็น 3 ระดับให้ตัดสินใจง่าย

ฉุกเฉิน (ควรพบสัตวแพทย์ทันที)

• อ้าปากหายใจ ยืดคอหายใจ หายใจลำบากชัดเจน

• มีเมือก/น้ำลายเยอะผิดปกติ เหมือนอุดหลอดลม

• เลื้อยไปมาเหมือน “หายใจไม่ออก” หรือทรุดเร็ว

• อ่อนแรง ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง

ควรนัดพบเร็ว (ภายใน 24–72 ชม.)

• เสียงหายใจดังเป็น ๆ หาย ๆ เกิน 1–2 วัน

• มีน้ำลายหรือเมือกในปาก

• กินลดลง น้ำหนักลดลงเร็ว

เฝ้าดูได้ (แต่ต้องแก้การเลี้ยงและติดตามใกล้ชิด)

• มีเสียงหายใจเล็กน้อยช่วงสั้น ๆ

• ยังร่าเริง กินดี ถ่ายปกติ และ ไม่มี น้ำลาย/เมือกในปาก

แต่ถ้าไม่ดีขึ้นใน 48 ชม. หรือเริ่มมีน้ำลายเป็นฟอง ให้ขยับขึ้นระดับทันที

ช่วงนี้อาจได้ยินชื่อโรคบางอย่างในงูบ่อยขึ้น… แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก

เพราะ “หวัดงู” มีได้หลายสาเหตุ และหลายเคสแก้ได้ตั้งแต่ “การเลี้ยง”

EP ต่อ ๆ ไปผมจะเล่าแบบเป็นระบบ

ดูแล/จัดการเบื้องต้นทันทีเมื่อเริ่มป่วย

ทำไมบางเคส “เป็น ๆ หาย ๆ” และกลับมาเป็นซ้ำ

คอมเมนต์ “EP2” ถ้าอยากให้ผมสรุป “ไวรัสที่เจอบ่อย” แบบเข้าใจง่ายครับ

EP2: การจัดการ + ข้อมูลที่คุณหมออยากได้ + การป้องกันงูป่วยซ้ำ

#งูเป็นหวัด #งูป่วย #งูบอลไพธ่อน #BallPython #สัตว์เลี้ยงพิเศษ #ExoticVet #โรคทางเดินหายใจ #การเลี้ยงงู #CMExotic

เรียบเรียงโดย น.สพ. ชวิน เมธิสริยพงศ์ จาก CM-Exotic| การให้ความรู้ ไม่ทดแทนการตรวจรักษา
image

REPTALES v1.0.5a by ReptTown
All Right Reserved