REPTALES
เรื่องราวสัตว์จาก ReptTown

เพาะกระต่ายให้ได้สีตรงใจ!! ไม่ยาก ถ้าเข้าใจรหัสพันธุกรรมยีนสีกระต่าย


กระต่าย

เขียนโดย Anixotic

โพสต์เมื่อ 12 ก.พ. 25

อ่าน 46 ครั้ง

เคยได้ยินไหม "กระต่ายสีนั้นทำยาก กระต่ายสีนี้มีน้อย"

ถ้าเป็นมือใหม่จะได้ยินบ่อยจากบรีดเดอร์ที่มีความเข้าใจเรื่องยีนสีไม่ดีนัก

แต่จริงๆแล้ว

สีทำยาก อาจจะมาจากสาเหตุคือกระต่ายที่ฟาร์มนั้นๆไม่มียีนสีนั้นหรือมีน้อย ทำให้สีนั้นๆมีให้เห็นนานๆทีหรือไม่มีเลย

สีหายาก อาจจะมาจากสาเหตุคือสีนี้ในกระต่ายสายพันธุ์นั้นยังไม่ถูกยืนยันจากสมาคมที่จัดงานประกวดทำให้ประกวดไม่ได้ ฟาร์มเลยไม่นิยมเพาะให้ได้สีนี้กัน

แต่ถ้าเราอยากทำสีนั้นๆล่ะ??? เรื่องสำคัญที่ควรรู้และจะไม่มีสีไหนทำยากอีกเลยก็คือ รหัสพันธุกรรมสีกระต่ายยยยย!!!!!image

กระต่ายมีสีขนหลากหลาย เพราะมียีนควบคุมสีขนที่ทำงานร่วมกัน โดยรหัสพันธุกรรมของสีกระต่ายถูกกำหนดโดย "อัลลีล (Alleles)" หรือหน่วยยีนที่ได้รับจากพ่อแม่ เราจะมาทำความเข้าใจว่าระบบนี้ทำงานยังไงแบบง่าย ๆ


1. รหัสพันธุกรรมสีกระต่าย (Rabbit Color Genetics) คืออะไร?

กระต่ายมี 5 ตำแหน่งยีนหลัก (Loci, Locus) ที่ควบคุมสีขน ได้แก่

ตำแหน่งยีนอักษรย่อควบคุมเรื่องอะไร?

A Locus A, at, a คือ ลายขนพื้นฐาน เช่น Agouti, Otter, Self

B Locus B, b คือ สีดำ (Black) หรือ สีน้ำตาล (Chocolate)

C Locus C, cchd, cchl, ch, c คือ ความเข้มของสี เช่น Albino, Himalayan

D Locus D, d คือ สีเข้ม (Dense) หรือ สีซีดจาง (Dilute)

E Locus Es, E, ej, e คือ การกระจายของเม็ดสี เช่น สี Solid หรือ Harlequin


2. วิธีการทำงานของยีนสีกระต่าย (เข้าใจง่าย!)

🐰 กระต่ายได้รับยีนจากพ่อและแม่อย่างละ 1 ตัว (รวมเป็นคู่) เช่น ถ้าแม่มียีน B B และพ่อมียีน B b ลูกกระต่ายจะได้ยีน B หนึ่งตัวจากพ่อและ B หรือ b จากแม่

🐰 บางยีนเป็น "เด่น (Dominant)" และบางยีนเป็น "ด้อย (Recessive)"

  • ถ้ามียีนเด่นอยู่ 1 ตัว มันจะครอบยีนด้อย เช่น B (ดำ) > b (น้ำตาล) ดังนั้น กระต่ายที่มี Bb ก็ยังคงเป็นสีดำ

  • กระต่ายจะแสดงลักษณะของยีนด้อยก็ต่อเมื่อได้รับยีนด้อยทั้งสองตัว เช่น bb = น้ำตาล

🐰 ยีนหลายตำแหน่งทำงานร่วมกัน
เช่น ถ้ากระต่ายมี A_ B_ C_ D_ E_ (ตัวอักษรใหญ่แปลว่ายีนเด่น) มันจะเป็นกระต่ายสี Agouti ธรรมชาติ


3. ระบบสีหลักของกระต่าย

🐰 อธิบายรหัสพันธุกรรมกลุ่ม A, B, C, D, และ E ของกระต่าย (เข้าใจง่าย!)

รหัสพันธุกรรมของสีกระต่ายถูกควบคุมโดย 5 ตำแหน่งหลัก (Loci, Locus) ได้แก่
A Locus → ควบคุมลายขน
B Locus → ควบคุมเฉดสีดำ/น้ำตาล
C Locus → ควบคุมความเข้มของสี
D Locus → ควบคุมความเข้ม/ซีดของสี
E Locus → ควบคุมการกระจายของเม็ดสี

มาดูกันทีละตำแหน่งว่ามันทำงานยังไง!

1. A Locus (ยีนควบคุมลายขน) → กำหนดว่ากระต่ายจะเป็นลาย Agouti หรือสีทึบ

A Locus ควบคุม การกระจายของเม็ดสีในเส้นขน ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่ากระต่ายจะมีลายหรือไม่

ยีนลักษณะสีที่ได้

A (Agouti)มีลาย เช่น Chestnut, Opal

at (Tan Pattern)มีสีท้องอ่อน เช่น Otter, Marten

a (Self)สีเดียวทั้งตัว เช่น Black, Blue

📌 กฎของ A Locus:

  • A_ → มีลาย เช่น Agouti (Chestnut, Chinchilla)

  • at at หรือ at a → มีสีท้องอ่อน เช่น Otter

  • a a → สีพื้นเดียว เช่น Black, Chocolate

🔹 ตัวอย่างสีที่ได้:

  • A_B_C_D_E_ → Chestnut Agouti

  • at_B_C_D_E_ → Black Otter

  • aaB_C_D_E_ → Black


🟤 2. B Locus (ยีนสีดำ-ช็อกโกแลต) → กำหนดเฉดสีหลักของขน

B Locus ควบคุมว่าสีของขนจะเป็น สีดำ (Black-based) หรือสีน้ำตาล (Chocolate-based)

ยีนลักษณะสีที่ได้

B (Dominant - เด่น)ให้สีดำ (Black)

b (Recessive - ด้อย)ให้สีน้ำตาล (Chocolate)

📌 กฎของ B Locus:

  • BB หรือ Bb → กระต่ายจะเป็น สีดำ

  • bb → กระต่ายจะเป็น สีน้ำตาล (Chocolate)

🔹 ตัวอย่างสีที่ได้:

  • A_B_C_D_E_ → Chestnut Agouti

  • A_bbC_D_E_ → Chocolate Agouti

  • aaB_C_D_E_ → Black

  • aabbC_D_E_ → Chocolate


⚪ 3. C Locus (ยีนควบคุมความเข้มของสี) → กำหนดว่าเม็ดสีจะแสดงออกมากแค่ไหน

C Locus ควบคุมว่ากระต่ายจะมีสีขนเข้มหรือซีดจางลง

ยีนลักษณะสีที่ได้

C (Dominant) เม็ดสีเต็ม ทำให้ได้สีขนปกติ

cchd (Chinchilla Dark) ทำให้สีขนซีดลง เช่น Chinchilla

cchl (Chinchilla Light) ทำให้เกิดสี Siamese หรือ Sable

ch (Himalayan) สีอ่อนมาก ยกเว้นที่หู จมูก หาง และเท้า

c (Albino) ไม่มีเม็ดสีเลย กระต่ายจะเป็นสีขาวล้วนตาแดง

📌 กฎของ C Locus:

  • C_ → สีปกติ

  • cchd_ → Chinchilla

  • cchl_ → Siamese

  • ch_ → Himalayan

  • cc → Albino

🔹 ตัวอย่างสีที่ได้:

  • A_B_C_D_E_ → Chestnut Agouti

  • A_B_cchd_D_E_ → Chinchilla

  • aaB_ccD_E_ → Red Eyed White


🔵 4. D Locus (ยีนควบคุมความเข้ม-จางของสี) → กำหนดว่าสีจะซีดลงหรือไม่

D Locus ควบคุมว่าเม็ดสีจะมีความเข้มหรือซีดลง

ยีนลักษณะสีที่ได้

D (Dominant) สีปกติ (Dense)

d (Recessive) สีซีดลง (Dilute)

📌 กฎของ D Locus:

  • D_ → สีเข้ม

  • dd → สีซีด (Dilute)

🔹 ตัวอย่างสีที่ได้:

  • aaB_C_D_E_ → Black

  • aaB_C_ddE_ → Blue

  • aabbC_D_E_ → Chocolate

  • aabbC_ddE_ → Lilac


🟠 5. E Locus (ยีนควบคุมการกระจายของเม็ดสี) → กำหนดว่ากระต่ายจะเป็นสีทึบหรือมีลาย

E Locus ควบคุมว่ากระต่ายจะมีสีแบบ Solid (สีเดียวทั้งตัว) หรือมีลวดลาย เช่น Harlequin หรือ Tortoiseshell

ยีนลักษณะสีที่ได้

Es ( Steel Dominant) สีปลายขนเป็นเขม่า (Steel Color)

E (Dominant)สีทึบ (Solid Color)

ej (Harlequin)ทำให้เกิดลายสองสี (เช่น Harlequin)

e (Recessive)ทำให้ขนมีสีครีม/ส้ม เช่น Tortoiseshell

📌 กฎของ E Locus:

  • Es_ → สีสตีล

  • E_ → สีปกติ

  • ejej หรือ eje → ลาย Harlequin

  • ee → สีครีม หรือ Tortoiseshell

🔹 ตัวอย่างสีที่ได้:

  • aaB_C_D_E_ → Black

  • aaB_C_D_ejej → Black Harlequin

  • aaB_C_D_ee → Black Tortoiseshell


🌈 สรุปตารางรหัสพันธุกรรมแต่ละตำแหน่ง

ตำแหน่งยีนเด่นยีนด้อยควบคุมอะไร?

A (ลายขน) A = มีลาย a = สีพื้น / ลวดลาย

B (สีขนหลัก) B = ดำ b = น้ำตาล / เฉดสีหลัก

C (เข้ม-ซีด) C = ปกติ c = Albino / ระดับสี

D (เข้ม-จาง) D = ปกติ d = สีจาง / ความเข้มของสี

E (การกระจายสี) E = สีปกติ e = สีครีม / ลายขน


4. ตัวอย่างการผสมพันธุ์กระต่ายเพื่อสร้างสีที่ต้องการ

💡 ตัวอย่าง: ผสมกระต่ายสีดำกับสี Chocolate

  • สีดำมีรหัส aaB_C_D_E_

  • สี Chocolate มีรหัส aabbC_D_E_

    📌 ลูกที่ได้จะเป็นอะไร?

  • ถ้าแม่เป็น BB และพ่อเป็น bb ลูกที่ได้จะเป็น Bb (ยังคงเป็นสีดำ เพราะ B เป็นยีนเด่น)

  • ถ้าผสมกันต่อไป ลูกบางตัวอาจได้ bb และกลายเป็นสี Chocolate

💡 ตัวอย่าง: ผสมกระต่ายสีเทากับสีน้ำตาลอ่อน

  • สีน้ำตาลอ่อน (Lilac) มีรหัส aabbC_ddE_

  • สีเทา (Blue) มีรหัส aaB_C_ddE_

    📌 ลูกที่ได้จะเป็นอะไร?

  • ถ้าพ่อแม่มี bb และ Bb ลูกที่ได้อาจมีทั้ง Lilac และ Blue


5. สรุปแบบเข้าใจง่าย

✔️ A Locus → ควบคุมว่ากระต่ายจะมีลายไหม (Agouti, Otter, หรือสีเดียว)
✔️ B Locus → ควบคุมว่าสีจะเป็นสีดำหรือช็อกโกแลต
✔️ C Locus → ควบคุมความเข้มของสี เช่น Albino หรือ Himalayan
✔️ D Locus → ควบคุมว่าสีจะเข้ม (Dense) หรืออ่อนลง (Dilute)
✔️ E Locus → ควบคุมการกระจายของสี เช่น Harlequin หรือ Solid


🐰 เคล็ดลับสำหรับการเลือกคู่ผสมพันธุ์ให้ได้สีที่ต้องการ

✅ ใช้พ่อแม่ที่มีรหัสพันธุกรรมตรงกับสีที่ต้องการ
✅ ศึกษาว่ายีนไหนเป็นเด่นหรือด้อย เพื่อคาดเดาสีของลูกกระต่าย
✅ หลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์ที่มียีนด้อยซ้ำกันมากเกินไป เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ

🐰 ตารางแบบฉบับสำเร็จรูป รหัสสีกระต่าย

*** Agouti = Chestnut ***

imageimage

_____________________________________

เด็กๆพร้อมย้ายบ้านจากฟาร์มของเราสามารถเข้าชมได้ที่ >>> https://www.repttown.com/stores/s/6208f8a6627da1804d2bf678?store=true

บทความอื่นๆเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงกระต่ายและสัตว์ฟันแทะอื่นๆ >>> https://tales.repttown.com/?search=author:Anixotic

เขียนโดย Theme Anixotic และ CEO & Co-founder Repttown

Credit

Wildriver Rabbitry, Genetics 101

The following are some miscellaneous breed-specific color guides from various rabbitries:

REPTALES v1.0.2 by ReptTown
All Right Reserved