REPTALES
เรื่องราวสัตว์จาก ReptTown
"แมลงตด" กับพลังเคมีแห่งอัคนี   เรื่องน่าสนใจของสัตว์ที่พ่นความร้อนดั่งเปลวไฟ

"แมลงตด" กับพลังเคมีแห่งอัคนี เรื่องน่าสนใจของสัตว์ที่พ่นความร้อนดั่งเปลวไฟ

ถ้าช่วงนี้ถามว่า มีสัตว์อะไรที่ดูน่าสนใจ คงหนีไม่พ้นเจ้าตัวนี้ที่ดังอีกระลอกมาจากการแชร์คลิป Reel ของสมาชิกกลุ่ม มันคือ "แมลงตด" หรือด้วงดินระเบิด (Bombardier beetle) ซึ่งบนโลกของเราก็ดันมีมากถึง 500 ชนิดทั่วโลกยกเว้นแอนตาร์กติก เจ้าแมลงตัวนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากเท่าด้วงก้นกระดกที่เป็นแมลงมีพิษและกรดอันตราย ทว่าเจ้าแมลงตดนี้กลับมีพลังเคมีแห่งอัคนีเป็นของเด่นของดังบันลือโลก1.House of the Beetle !: รู้หรือไม่ว่า แมลงตดนี่แหละคือสัตว์เพียงพวกเดียวในโลกที่สามารถเปล่งพลังความร้อนหรือพลังแห่งอัคนีได้เท่านั้น ! ซึ่งในจินตนาการมนุษย์จะเข้าใจว่ามีแค่มังกรในเทพนิยายและซีรีย์ดังจะพ่นไฟออกมา แต่ความจริงแล้ว โลกเราไม่ได้อิงนิยายเพราะแมลงตดนี่แหละคือสัตว์ที่พ่นพลังเคมีผู้ร้อนดั่งเปลวไฟเผาผลาญได้ ฟังดูอาจจะโม้ ทันทีที่แมลงตดรู้สึกถึงภัย ร่างกายของมันจะปล่อยให้สารสองตัวผสมกัน คือ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogenperoxide) เมื่อสารสองตัวนี้ผสมกันภายในร่างกาย เกิดปฎิกิริยาทางเคมีและความร้อนส่งผลให้เกิดแก๊สและแรงดันในช่องท้อง พ่นละอองของสารพิษออกมาจากก้นมัน สารพิษนี้มีกลิ่นเหม็นฉุน บางครั้งอาจมีเสียงตดอีกด้วย ซึ่งเจ้าสารนี้นั้นมีอุณหภูมิสูง 100 องศาเซลเซียส ! ถ้าเทียบกับมังกร ก็คือไฟเผาอันร้อนแรง 2.กลไกอันน่าสะพรึง : ถ้าเจาะลึกกว่านี้คือ แมลงตดนั้นมีอวัยวะที่เก็บสารเคมีสองตัวนี้ไว้ในร่างกายที่ลักษณะเป็นต่อม เมื่อโดนคุกคาม ร่างกายจะหลั่งสารทั้งสองไปอยู่ในกระเปาะอวัยวะที่ทำให้สารสองตัวนี้ผสมกันในร่างกาย ขณะที่ผสมกันอยู่ เอนไซม์ตัวหนึ่งในร่างกายจะเกิดแก๊สความร้อนลอยตัวทำให้กล้ามเนื้อช่วงท้ายเกิดอาการเกร็งและปล่อยสารพ่นออกมา ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการที่พบได้ในแมลงแบบนี้ แล้วกรณีของมังกรละ มังกรในแฟนตาซีซีรีย์หลายเรื่องพ่นไฟออกมาจากการผสมของสารในร่างกายและประจุเชื้อเพลิงพ่นออกมาพร้อมกันอย่างมังกรในซีรีย์แฟนตาซี "Game of thornes" หรือจะเป็นมังกรที่พ่นไฟในลักษณะการสำรอกเชื้อเพลิงคล้ายกับการอ้วกพร้อมกับจุดประกายไฟขึ้นจากการกระดกลิ้นอย่างเจ้าเร้ดดราก้อนจาก "สูตรลับตำรับดันเจี้ยน" 3.ประยุกต์พลังอัคนี : นักวิทยาศาสตร์มองเห็นประโยชน์จากพลีงเคมีอัคนีของแมลงตนี้ จึงมีการนำประยุกต์มาใช้ในอุตสาหกรรมมากมาย อย่างที่ ETH Zurich University เขาได้ศึกษาสารเคมีของแมลงตดในการรักษาสภาพเงินขณะขนย้ายไปใส่ในตู้เอทีเอ็มไม่ให้เกิดการติดกันของธนบัตรเวลากดเงินจึงไม่มีใบเกินออกมานั่นเอง นอกจากนี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังใช้ศึกษาเรื่องความสามารถในการทนความร้อนของอวัยวะที่ปล่อยสารเคมีร้อนออกมาจากช่วงท้ายของแมลงตดด้วย เพื่อศึกษาเรื่องวัตถุกันไฟและความร้อนสูงขณะปฏิบัติการได้ เจ้าแมลงตดนี้อาจจะมีเรื่องให้เล่าน้อย แต่ความสามารถในการพ่นสารเคมีเป็นความร้อนออกมาเกือบ 100 องศาเซลเซียส ก็ทำให้มันเด่นและดังมากในโลกของสัตว์ReferenceBombardier Beetle - SPEAKZEASYhttps://speakzeasy.wordpress.com/.../14/bombardier-beetle/Hot Sprays: Defence in the Bombardier Beetlehttps://insectenvironment.com/.../hot-sprays-defence-in...Bombardier beetles and their caustic chemical cannonhttps://www.nhm.ac.uk/.../bombardier-beetles-and-their...
แมลง

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 22 ก.พ. 25

อ่าน 0 ครั้ง


สิงโตออกล่าควายป่าบ่อยขึ้น เพราะ "มด"

สิงโตออกล่าควายป่าบ่อยขึ้น เพราะ "มด"

กระแสเรื่องสิงโตตอนนี้มาแรงมาก แต่ผมไม่ขอพูดถึงเรื่องแบบนั้นที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสิงโต มันไม่ใช่ทางผมเลย ดังนั้นเราจะมาดูชีวิตของสิงโตในธรรมชาติกันดีกว่าครับอย่างที่ทุกคนทราบ สิงโตเป็นนักล่าสูงสุดของทุ่งหญ้าซาวันน่าในแอฟริกา เป็นสัตว์ที่ควบคุมประชากรสัตว์กินพืชหลายชนิดไม่ให้มีจำนวนมากเกินไป แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากชีวิตสิงโตถูกเปลี่ยนไป เมื่อการมาเยือนของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "มด"- แม้มดจะมีทั่วไปในแอฟริกา แต่มดชนิดดังกล่าวนี้ทำให้ระบบนิเวศทุ่งหญ้าซาวันน่าเปลี่ยนไปตลอดกาล มันคือ "มดหัวโต" (Big-headed ant - 𝘗𝘩𝘦𝘪𝘥𝘰𝘭𝘦 𝘮𝘦𝘨𝘢𝘤𝘦𝘱𝘩𝘢𝘭𝘢) มดรุกรานที่กระจายไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย พวกมันบุกยึดเขตทุ่งหญ้าซาวันน่า จู่โจมมดอะคาเซีย (Acacia ant - 𝘊𝘳𝘦𝘮𝘢𝘵𝘰𝘨𝘢𝘴𝘵𝘦𝘳 𝘴𝘱.) ที่อาศัยอยู่บนต้นไม้แล้วยึดอาณาเขต- ซึ่งมดอะคาเซียเป็นมดที่อาศัยบนต้นไม้ต่างๆในทุ่งหญ้าซาวันน่า พอมดอะคาเซียโดนมดหัวโตแย่งถิ่น ต้นอะคาเซียก็ไร้ผู้เตือนภัย เมื่อช้างมาหาอาหาร แทนที่จะโดนมดเตือนไล่ออกไป กลายเป็นช้างโค่นลงได้สบายๆจนต้นไม้ในทุ่งหญ้าโดนโค่นง่ายลง ทำให้เป็นพื้นที่หญ้าโล่ง แล้วก็ส่งผลต่อสิงโต- สิงโตบางฝูงในทุ่งหญ้าซาวันน่าใช้แนวต้นไม้เป็นที่กำบังเพิ่มโอกาสในการล่าม้าลายและแอนทีโลป แต่เมื่อต้นไม้น้อยลง พวกม้าลายและแอนทีโลปเห็นสิงโตง่ายขึ้น จึงทำให้เปอร์เซ็นต์การล่าพวกนี้ลดต่ำลงจาก 62% เป็น 22% และทำให้สิงโตต้องไปล่าเหยื่ออื่นที่ใหญ่กว่านั่นก็คือ ควายป่าแอฟริกา- นักวิจัยในทุ่งหญ้าซาวันน่าในเคนย่าพบว่า สิงโตฝูงที่พวกเขาศึกษา เปลี่ยนพฤติกรรมจากที่พวกมันไม่เคยล่าควายป่าเลย กลายเป็นว่าควายป่าคือเหยื่อที่สิงโตล่ามากที่สุด จาก 0% เป็น 42% ของเหยื่อที่สิงโตกิน บ่งบอกว่าสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและระบบนิเวศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้สรุปเป็นสายโซ่ก็ประมาณนี้ครับStart >> มดต่างถิ่นบุกรุก >> มดอะคาเซียโดนมดต่างถิ่นคุกคาม >> ต้นอะคาเซียและต้นไม้ต่างๆไร้การป้องกันจากมด >> ช้างสามารถโค่นต้นไม้ได้โดยไม่โดนมดเตือน >> สิงโตล่าม้าลายไม่ได้เพราะแนวกำบังน้อยลง >> สิงโตเลยออกล่าควายป่ามากขึ้นเพื่อความอยู่รอด !แหล่งข้อมูลอ้างอิงDisruption of an ant-plant mutualism shapes interactions between lions and their primary preyhttps://www.science.org/doi/10.1126/science.adg1464

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25

อ่าน 0 ครั้ง


"โลน จากกอริลล่า สู่ "หะ-มอยคน"

"โลน จากกอริลล่า สู่ "หะ-มอยคน"

ยามราตรี คู่รักชั่วคราวเสร็จกิจสมหลังดื่มหนักไม่รู้ตัวว่า มฤตยูสุดอีโรติกและสยองขวัญได้กระโจนข้ามจากผู้สาวมาหาผู้หนุ่มแบบไม่รู้ตัว ! พร้อมกับทำการหาทำเลในการขยายพันธุ์และส่งผลต่อร่างกายของผู้หนุ่ม นามของสิ่งมีชีวิตจิ๋วตัวนั้นก็คือ "โลน" (Crab louse - 𝘗𝘵𝘩𝘪𝘳𝘶𝘴 𝘱𝘶𝘣𝘪𝘴) เจ้าแมลงตัวจิ๋วผู้ขึ้นและสิงอยู่บน "หะ-มอย" ของคน !!- โลนนั้นมีรูปร่างหน้าตาแล้วคล้ายกับปู จึงได้ชื่อว่า "Crab louse" หรือเหาปู บ้างก็เรียกในอีกชื่อว่า "Pubic louse" เพราะว่าพวกมันมักจะขยายพันธุ์และอยู่อาศัยอยู่บนบริเวณ "หะ-มอย" หรือผมหัวหน่าวของคน ซึ่งเจ้าตัวโลนนี้ หากไม่ได้เกาะอยู่บนส่วนนั้นคนเป็นระยะเวลา 1-2 วัน มันก็จะตายครับ ฉะนั้นหนทางรอดของมันคือแพร่พันธุ์และดำรงชีพด้วยการกินเลือดของคนๆนั้นที่เป็นจะกลายเป็นพาหะติดต่อโรคผ่านการมีเพศสัมพันธ์และใช้ของร่วมกันกับคนอื่น- ตัวโลนนั้นไม่มีปีกบิน ดังนั้นวิธีที่พวกมันขยับร่างจากคนนึงไปอีกคนนึง ก็แค่เดินไต่ผ่านเส้นหะ-มอยและขนส่วนอื่นๆที่ประสานกันกับอีกคนไปยังพื้นที่ใหม่ โลนบางตัวสามารถขยายพันธุ์ได้ดีเมื่อเจอร่างกายของคนที่มีความแข็งแรงแต่ภูมิต้านทานต่ำต่อการติดเชื้อจากการดูดกินเลือดของตัวโลน- นักวิจัยพบว่า โลนนั้นเป็นแมลงปรสิตที่มีความใกล้ชิดกับตัวโลนชนิดหนึ่งในสกุลเดียวกันที่ชื่อว่า "โลนกอริลล่า" (Gorilla louse - 𝘗𝘵𝘩𝘪𝘳𝘶𝘴 𝘨𝘰𝘳𝘪𝘭𝘭𝘢𝘦) ที่น่าสนใจก็คือ เจ้าตัวโลนกอริลล่านี่มีพันธุกรรมที่ค่อนข้างเก่าแก่กว่าโลนที่ขึ้นบนมนุษย์ และมีความเป็นไปได้ว่า โลนที่ขึ้นบนหะ-มอยของคน มาจากการที่มนุษย์ยุคก่อนไปมีสัมพันธ์กับกอริลล่าเมื่อช่วงราว 3.3 ล้านปีก่อน ! และวิวัฒนาการกับแยกสปีชีส์ (Speciation) อยู่บนส่วนนั้นมาจนถึงปัจจุบัน- วงจรชีวิตของโลนนั้นแบ่งเป็น 3 ระยะ* ระยะที่ 1 - ไข่ (Nit) : ขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ไข่ของโลนมีสีขาว หรือสีเหลือง และมักจะเกาะอยู่ตามเส้นขน ใช้เวลาในการฟักตัวประมาณ 6-10 วัน* ระยะที่ 2 - ตัวอ่อน (Nymp) : อ่อนของโลนจะอาศัยอยู่ที่บริเวณอวัยวะเพศ และอาศัยเลือดของมนุษย์เป็นอาหาร หน้าตาเหมือนตัวเต็มวัย แต่ใช้ระยะเวลาเติบโต 2-3 สัปดาห์* ระยะที่ 3 - ตัวเต็มวัย (Adult) : หน้าตาแบบวัยอ่อนคือมีมีหกขา โดยขาหน้า 2 ขาจะใหญ่และมีลักษณะคล้ายก้ามปู ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ หากตัวโลนร่วงจากร่างกายมนุษย์ก็จะตายเองภายใน 1-2 วัน- โลนเป็นพาหะนำโรคติดต่อที่ชื่อว่า "Pediculosis pubis" อาการที่เห็นได้ชัดเลยคือ คันบริเวณอวัยวะเพศ และบริเวณทวารหนัก และส่วนอื่นๆเช่น ขนรักแร้, คิ้ว, ขนหน้าอก, หนวด, ขนตา เปลือกตา และเครา ซึ่งตรงดวงตานี้อาจทำให้เปลือกตาติดเชื้อได้อีก แต่หลักๆอาการคันจะอยู่ที่หะ-มอยเป็นหลัก ซึ่งสาเหตุก็มาจากการมีเพศสัมพันธ์และการใช้ของร่วมกันของคนที่มีตัวโลนเกาะ กลุ่มที่เสี่ยงเลยก็คือคนที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆกับคนที่ใกล้ผู้ป่วยนั่นเอง- วิธีรักษานั้นคือ โกนหะ-มอยออกครับ ซึ่งในกรณีผู้ป่วยต้องโกนให้หมด และทายารักษา ส่วนวิธีการป้องกันตัวโลนง่ายๆเลยคือ1.ดูแลสุขภาพอนามัยตัวเอง2.หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากพบเจอคนที่ไม่แน่ใจ3.ทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มเป็นประจำ4.หลีกเลี่ยงการใช้ของกับผู้ป่วย5.หากหายดีแล้ว ควรนำเครื่องนุ่งห่มทั้งหลายไปอบแห้งหรือซักในน้ำร้อนเพื่อกำจัดไข่โลนให้หมด- ท้ายนี้ ใครที่ไม่อยากให้ตัวโลนมาไต่เล่นบนหะ-มอยของคุณ ก็จงระวังให้ดี บางทีคนที่คุณนัดมีซัมติ่งในคืนนี้ อาจมีของขวัญฝากให้คุณก็ได้ ~แหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://www.cdc.gov/dpdx/pthiriasis/index.htmlhttps://www.nationalgeographic.com/.../question-of-the...https://www.newscientist.com/.../dn11330-pubic-lice.../https://www.pobpad.com/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%99-2

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25

อ่าน 0 ครั้ง

REPTALES v1.0.2 by ReptTown
All Right Reserved