REPTALES
เรื่องราวสัตว์จาก ReptTown
“หวัดงู” = กลุ่มอาการ (syndrome) ไม่ใช่ชื่อโรค เตรียมตัวอย่างไรเมื่องูป่วย???

“หวัดงู” = กลุ่มอาการ (syndrome) ไม่ใช่ชื่อโรค เตรียมตัวอย่างไรเมื่องูป่วย???

[ คุยกับหมอวิน EP.1 ]ช่วงหลังมานี้มีคนทักผมบ่อยมากว่า… “งูเหมือนเป็นหวัด”บางตัวอาการนิดเดียว แค่หายใจดังเบา ๆ แล้วหายเองแต่บางตัวลามเร็ว กลายเป็น ปอดอักเสบ และต้องรักษานาน สิ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนเลยคือ “หวัดงู” = กลุ่มอาการ (syndrome) ไม่ใช่ชื่อโรคเดียวดังนั้น “มีน้ำลาย/มีเมือก/มีเสียงหายใจ” ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคเดียวกันทุกตัวและไม่ได้แปลว่าจะเป็น “โรคที่กำลังถูกพูดถึงในช่วงนี้” เสมอไป อาการ “งูเป็นหวัด” เป็นอย่างไร? • หายใจมีเสียง ฟืด ๆ ครืด ๆ เหมือนมีน้ำอยู่ในคอ • มีน้ำลาย หรือเมือกในปากเพิ่มขึ้น • ซึมลง ไม่กิน เบื่ออาหาร วิธีสังเกตเพิ่ม ลองดู “มุมปาก” ว่ามีคราบแห้ง ๆ หรือคราบเมือกติดไหมลองสังเกต “ขอบกล่องเลี้ยง/ผนังตู้” ว่ามีคราบเปื้อนเป็นจุด ๆ หรือไม่โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ เศษไม้/เปลือกไม้/bedding มักเห็นคราบพวกนี้ชัด สาเหตุของอาการหวัดในงู เกิดจากอะไรได้บ้าง? 1. ปัจจัยการเลี้ยง (Poor husbandry) — เจอบ่อยที่สุด • อุณหภูมิไม่ถึง หรือสวิงมาก • ความชื้นไม่เหมาะ (สูงหรือต่ำเกิน) • ระบายอากาศไม่ดี/อับ/มีแอมโมเนียสะสมสิ่งเหล่านี้ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจระคายเคือง ภูมิลดลง และติดเชื้อแทรกซ้อนได้ 2. การติดเชื้อแบคทีเรียฉวยโอกาส (Bacterial infection) หลายเคสเริ่มจากการเลี้ยงที่ไม่เหมาะ แล้วตามด้วยแบคทีเรียแทรกซ้อนหากไม่ได้รับการรักษา อาจ ลุกลามลงปอดรุนแรง และอันตรายถึงชีวิตได้ 3. ไวรัส (Viral infection / Viral disease) งูมีเชื้อไวรัสหลายชนิดที่ทำให้หายใจดัง เมือกเยอะ และปอดอักเสบได้ดังนั้นอย่าเพิ่งเหมารวมว่า “เป็นโรคนั้น” ทุกครั้ง(EP ต่อๆไป ผมจะเล่า “กลุ่มไวรัสที่คนพูดถึงบ่อย” แบบเข้าใจง่าย) 4. โปรโตซัว เชื้อรา พยาธิทางเดินหายใจ พบได้ โดยเฉพาะเคสที่มีประวัติความเสี่ยง/งูป่า แต่โดยรวมพบไม่บ่อย 5. สาเหตุไม่ติดเชื้อ • ระคายเคืองจากฝุ่น สเปรย์ กลิ่นแรง ควัน • อาการหลังสำลอก/อาเจียน ทำให้ปากอักเสบ (stomatitis)แล้วกลายเป็นน้ำลาย/เมือกเยอะ และบางครั้งลามลงทางเดินหายใจได้จะเห็นได้ว่า “งูเป็นหวัด” มีสาเหตุได้หลายอย่างมาก หน้าที่ของสัตวแพทย์คือ วินิจฉัยแยกโรค เพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริง แล้วรักษาให้ตรงจุดครับ ⸻เมื่อไหร่ที่ควรไปพบสัตวแพทย์ผมแบ่งเป็น 3 ระดับให้ตัดสินใจง่าย ฉุกเฉิน (ควรพบสัตวแพทย์ทันที) • อ้าปากหายใจ ยืดคอหายใจ หายใจลำบากชัดเจน • มีเมือก/น้ำลายเยอะผิดปกติ เหมือนอุดหลอดลม • เลื้อยไปมาเหมือน “หายใจไม่ออก” หรือทรุดเร็ว • อ่อนแรง ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง ควรนัดพบเร็ว (ภายใน 24–72 ชม.) • เสียงหายใจดังเป็น ๆ หาย ๆ เกิน 1–2 วัน • มีน้ำลายหรือเมือกในปาก • กินลดลง น้ำหนักลดลงเร็ว เฝ้าดูได้ (แต่ต้องแก้การเลี้ยงและติดตามใกล้ชิด) • มีเสียงหายใจเล็กน้อยช่วงสั้น ๆ • ยังร่าเริง กินดี ถ่ายปกติ และ ไม่มี น้ำลาย/เมือกในปากแต่ถ้าไม่ดีขึ้นใน 48 ชม. หรือเริ่มมีน้ำลายเป็นฟอง ให้ขยับขึ้นระดับทันทีช่วงนี้อาจได้ยินชื่อโรคบางอย่างในงูบ่อยขึ้น… แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนกเพราะ “หวัดงู” มีได้หลายสาเหตุ และหลายเคสแก้ได้ตั้งแต่ “การเลี้ยง”EP ต่อ ๆ ไปผมจะเล่าแบบเป็นระบบ ดูแล/จัดการเบื้องต้นทันทีเมื่อเริ่มป่วย ทำไมบางเคส “เป็น ๆ หาย ๆ” และกลับมาเป็นซ้ำคอมเมนต์ “EP2” ถ้าอยากให้ผมสรุป “ไวรัสที่เจอบ่อย” แบบเข้าใจง่ายครับ EP2: การจัดการ + ข้อมูลที่คุณหมออยากได้ + การป้องกันงูป่วยซ้ำ#งูเป็นหวัด #งูป่วย #งูบอลไพธ่อน #BallPython #สัตว์เลี้ยงพิเศษ #ExoticVet #โรคทางเดินหายใจ #การเลี้ยงงู #CMExoticเรียบเรียงโดย น.สพ. ชวิน เมธิสริยพงศ์ จาก CM-Exotic| การให้ความรู้ ไม่ทดแทนการตรวจรักษา

เขียนโดย CM-Exotic

โพสต์เมื่อ 27 ธ.ค. 25

อ่าน 15 ครั้ง

“210 Hypo” มอร์ฟนี้มีที่มาอย่างไรทำไมชื่อเหมือนมอร์ฟ Hypo (มอร์ฟงูบอลไพธอน)

“210 Hypo” มอร์ฟนี้มีที่มาอย่างไรทำไมชื่อเหมือนมอร์ฟ Hypo (มอร์ฟงูบอลไพธอน)

🐍 ประวัติของงูบอลไพธอนมอร์ฟ “210 Hypo”มอร์ฟสายเลือดใหม่ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในกลุ่ม Hypo🧬 จุดเริ่มต้นของชื่อ “210 Hypo”ชื่อ “210 Hypo” มาจากผู้พัฒนาและเพาะพันธุ์หลักคือ 210 Reptiles ซึ่งเริ่มโปรเจกต์นี้ราวปี 2016พวกเขาต้องการสร้าง “สาย Hypo ใหม่” ที่ไม่ซ้ำกับ Hypo เดิมอย่าง Orange Ghost หรือ Ghost ที่มีอยู่แล้วในวงการต้นสายตัวผู้ที่ชื่อว่า Hollywood (หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 210 Hypo) ถูกระบุว่าเริ่มถูกนำเข้ามาในปี 2013 โดย Ron Tremper ก่อนจะเข้าสู่มือของทีม 210 Reptiles และถูกพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นสายที่เรารู้จักในปัจจุบัน⚗️ จุดประสงค์ของการพัฒนาเป้าหมายของทีมผู้เพาะคือการสร้างมอร์ฟที่มีโทนสีและลักษณะ “นุ่มนวลกว่า Hypo เดิม” แต่ยังคงความคมชัดของลวดลายไว้ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือมอร์ฟที่มีสีทองอ่อน ผสมโทนส้มจาง และมีขอบลายสีขาวสะอาด ดูละมุนและเรียบหรู🧩 ความแตกต่างจาก Hypo / Orange Ghost เดิมสิ่งที่ทำให้ “210 Hypo” เป็นที่ถกเถียงและน่าสนใจในวงการคือเมื่อผสมกับ Hypo หรือ Orange Ghost สายทั่วไป ลูกที่ได้ จะเป็นเพียงพาหะ (het) เท่านั้นไม่เกิดลูกที่แสดงลักษณะ Hypo ออกมาแบบ visualแปลว่า “210 Hypo” ไม่ใช่สายย่อยของ Hypo เดิมแต่เป็น ยีนรีเซสซีฟ (Recessive) ตัวใหม่โดยสมบูรณ์ ซึ่งไม่เข้ากันกับยีน Hypo ที่รู้จักอยู่ก่อนหน้า🎨 ลักษณะภายนอกที่โดดเด่นในสายนี้แม้จะมีชื่อว่า “Hypo” แต่ 210 Hypo มีโทนสีที่เฉพาะตัวมากโทนสีออกน้ำตาลทองจาง พร้อมเฉดส้มละมุนลวดลาย “Alien Head” ชัด ขอบขาวสะอาดท้องสีขาว (Clear Belly)หัวมี blushing หรือเฉดสีจางนวล ๆมีจุดเล็ก ๆ ทั่วลำตัว (freckling) ที่ทำให้ดูมีมิติลักษณะทั้งหมดนี้ทำให้ “210 Hypo” เป็นหนึ่งในมอร์ฟที่ดู “อบอุ่น นุ่มตา แต่ยังคงความคมชัด” ของบอลไพธอนได้ดีที่สุดตัวหนึ่ง📖 การยืนยันสายพันธุ์ข้อมูลจากชุมชนผู้เพาะในต่างประเทศ เช่น MorphMarket และ Community MorphMarket มีการยืนยันว่า210 Hypo ผ่านการทดสอบผสมหลายครั้งไม่แสดงลักษณะร่วมกับ Hypo หรือ Orange Ghost เดิมเป็นสาย Recessive แท้ (Visual เฉพาะเมื่อมี 2 ยีน)ปัจจุบันยังไม่มีการพบ complex หรือกลุ่มยีนที่เชื่อมโยงกับมอร์ฟอื่น🔍 สถานะในวงการปัจจุบันปัจจุบัน “210 Hypo” ถือเป็นมอร์ฟ หายาก (rare line) ที่มีเพียงไม่กี่ฟาร์มในอเมริกาและยุโรปที่ถือสายแท้นักสะสมและผู้เพาะจำนวนมากเริ่มให้ความสนใจ เพราะเชื่อว่าสามารถนำไปผสมต่อกับมอร์ฟอื่นได้เพื่อสร้าง “Hypo รุ่นใหม่” ที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยความเป็นสายเลือดเฉพาะที่ยังไม่ถูกแทนที่โดย Hypo เดิม ทำให้ 210 Hypo ถูกมองว่าเป็น “สายใหม่ในตระกูล Hypo” ที่มีอนาคตในการเพาะพันธุ์สูงมาก🧠 สรุป “210 Hypo” ในหนึ่งย่อหน้า210 Hypo คือมอร์ฟรีเซสซีฟสายใหม่ที่พัฒนาโดย 210 Reptiles ตั้งแต่ปี 2016 มีต้นสายชื่อ Hollywood มีลักษณะโทนสีทองอ่อนและลายขาวคมชัด ไม่เข้ากันกับ Hypo หรือ Orange Ghost เดิม ถือเป็นหนึ่งใน Hypo รุ่นใหม่ที่หายาก และกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในตลาดต่างประเทศ
Ballpython
210 Hypo

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 07 พ.ย. 25

อ่าน 5 ครั้ง

"Japanese king ratsnake" ราชาแห่งงูญี่ปุ่นเขตร้อน

"Japanese king ratsnake" ราชาแห่งงูญี่ปุ่นเขตร้อน

หนึ่งในงูที่ตัวใหญ่ที่สุดและยาวที่สุดในประเทศญี่ปุ่น สมญานามว่า "งูจงอางจำแลง" นามนั้นคือ คิงแร็ทสเน็ค (King ratsnake - 𝘌𝘭𝘢𝘱𝘩𝘦 𝘤𝘢𝘳𝘪𝘯𝘢𝘵𝘢) งูไม่มีพิษขนาดใหญ่แห่งพื้นที่กึ่งเขตร้อนของเกาะเซ็งคาคุและเกาะโยนากุนิ พรมแดนระหว่างประเทศไต้หวันและหมู่เกาะริวกิวของประเทศญี่ปุ่น นี่ถือว่าเป็นงูขนาดใหญ่ที่งดงามและน่าสะพรึงกับท่าทางของมันไม่น้อย • คนญี่ปุ่นเรียกคิงแร็ทสเน็คว่า "ชูดะ" (シュウダ) แปลว่า "งูเหม็น" ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นจะมีงูคิงแร็ทสเน็คอยู่ 2 ชนิดย่อยคือ ชนิดย่อยของจีน (𝘌𝘭𝘢𝘱𝘩𝘦 𝘤𝘢𝘳𝘪𝘯𝘢𝘵𝘢 𝘤𝘢𝘳𝘪𝘯𝘢𝘵𝘢) ที่พบในเกาะเซ็งคาคุใกล้กับไต้หวัน และชนิดย่อยโยนากุนิ (𝘌𝘭𝘢𝘱𝘩𝘦 𝘤𝘢𝘳𝘪𝘯𝘢𝘵𝘢 𝘺𝘰𝘯𝘢𝘨𝘶𝘯𝘪𝘦𝘯𝘴𝘪𝘴) ที่งดงามแบบตัวในภาพนี้จากเกาะโยนากุนิและมีชื่อเสียงมาก ใช้ชื่อเรียกกันว่า "Japanese king ratsnake" หรือโยนากุนิชูดะ (ヨナグニシュウダ) • ซึ่งทั้งคิงแร็ทสเน็คทั้งสองชนิดย่อยนี้ความยาวเฉลี่ยไล่เลี่ยกันคือ 1.5-2.4 เมตรโดยประมาณ ซึ่งตัวคิงแร็ทสเน็คญี่ปุ่นจากเกาะโยนากุนินั้นมีสีสันค่อนข้างเด่นสะดุดตาเนื่องด้วยพวกมันอาศัยอยู่ในตามป่าฝนเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนนั่นเอง ตอนเป็นวัยอ่อนจะมีสีน้ำตาลที่กลมกลืนกับพื้นดิน พอโตขึ้นจะมีสีสันสวยงาม• คิงแร็ทสเน็คญี่ปุ่นได้ชื่อว่า "งูจงอางจำแลง" เนื่องด้วยบริเวณหัวนั้นมีแผ่นเกล็ดขนาดใหญ่เด่นชัด ซึ่งแผ่นเกล็ดขนาดใหญ่นี่เองที่ทำให้ชาวตะวันตกสับสนเข้าใจว่าเป็นงูจงอางมาก่อน เลยตั้งชื่อลักษณะความใหญ่โตเสมือนราชาแบบงูจงอาง ว่า "King ratsnake" หรือราชาแห่งงูสิงผู้กินงูอื่นๆ ซึ่งงูที่มีพฤติกรรมกินงูด้วยกันเองจะมีแผ่นเกล็ดเรียงตัวลักษณะแบบนี้ • คิงแร็ทสเน็คญี่ปุ่นยังมีอีกสมญานามว่า "เทพธิดากลิ่นเหม็น" เพราะเมื่อถูกคุกคามแบบขั้นสุด นอกจากการกัดป้องกันตัวด้วยฟันคมกริบแล้ว ยังปล่อยกลิ่นเหม็นออกมาทำให้สัตว์ที่พยายามจะล่าไม่ว่าจะสุนัขกับแมวจรจัดและนกนักล่าต้องถอยหนีทันทีถ้าโดนปล่อยกลิ่นใส่ • คิงแร็ทสเน็คญี่ปุ่นชอบกินงูชนิดอื่นๆที่มีหลายชนิดด้วยกันทั้งงูมีพิษและงูไม่มีพิษ, หนู, นก, ไข่นก, กบ, กิ้งก่ากับจิ้งเหลน (เหยื่อสุดโปรดในเมนูกิ้งก่าคือ จิ้งเหลนยักษ์คิชิโนะอุเอะ (Kishinoue's giant skink)), ด้วง และตั๊กแตนเป็นอาหารอีกด้วย เรียกว่าเจ้าตัวนี้กินได้หลากหลายมาก สมกับราชาแห่งงูสิงโดยแท้ PIC CR. Jaehyeon-leeReferenceヨナグニシュウダ / Japan herptology https://herpetology.raindrop.jp/elaphe_carinata...Elaphe carinata yonaguniensis (Takara, 1962)/ヨナグニシュウダ/Yonaguni Shu-Dahttps://1pixel.sakura.ne.jp/.../elaphe_c_yonaguniensis.htm

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 26 มี.ค. 25

อ่าน 72 ครั้ง

วิธีทำความสะอาดกล่องงูลดเชื้อโรค 🦠 //ฉบับ LRP Ball Pythons 🚨

วิธีทำความสะอาดกล่องงูลดเชื้อโรค 🦠 //ฉบับ LRP Ball Pythons 🚨

การดูแลความสะอาดที่อยู่อาศัยถือเป็นหัวใจสำคัญของการเลี้ยงงู Ball Python ให้ปลอดเชื้อ ที่ฟาร์ม LRP Ball Pythons เราให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาดและการป้องกันโรคเป็นอย่างมาก เลยอยากมาแชร์วิธีการที่ฟาร์มเราทำกันอยู่ค่ะในการเตรียมความพร้อม เราจะมีกล่องงูที่ผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อแล้วสำรองไว้เสมอ เพื่อให้สามารถสับเปลี่ยนได้ทันทีเมื่อต้องการทำความสะอาดกล่องหลัก ภายในกล่องจะมีการปูด้วยกระดาษรองที่สะอาด ซึ่งสามารถสังเกตการขับถ่ายของงูได้ง่าย และเปลี่ยนได้รวดเร็วเมื่อเปื้อน นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงสามารถเลือกใช้วัสดุรองพื้นชนิดอื่นได้ตามความเหมาะสม เช่น ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าวสับเมื่อพบว่างูมีการขับถ่าย เราจะเริ่มจากการนำสิ่งขับถ่ายและกระดาษรองที่เปื้อนออกทันที จากนั้นจะฉีดพ่นบริเวณที่เปื้อนด้วย hydrogen peroxide ความเข้มข้น 6% (แบบ Food Grade)ให้ทั่ว น้ำยานี้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคจำพวกโปรโตชัวหรือแบคทีเรียที่ติดมาจากสิ่งขับถ่าย แต่ต้องทิ้งไว้อย่างน้อย 20 นาทีเพื่อให้ออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่ ระหว่างนี้ควรระวังไม่ให้งูสัมผัสกับน้ำยาโดยตรงหลังจากครบเวลาที่กำหนด จะทำการล้างด้วยน้ำยาล้างจานเพื่อกำจัดคราบสกปรกและความมันที่ตกค้าง ขั้นตอนนี้ต้องขัดถูให้ทั่วและล้างออกด้วยน้ำสะอาดจนหมดคราบน้ำยา จากนั้นเช็ดให้แห้งสนิทด้วยผ้าสะอาด เพื่อป้องกันความชื้นที่อาจก่อให้เกิดเชื้อราได้ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญก่อนปูที่รองคือการฆ่าเชื้อด้วย F10 ซึ่งเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการยอมรับในวงการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน F10 สามารถกำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราที่อาจก่อให้เกิดโรคในงูได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฉีดพ่น F10 ต้องทำให้ทั่วทุกซอกทุกมุมของกล่อง และทิ้งไว้ให้แห้งตามธรรมชาติระหว่างวัน การตรวจสอบความสะอาดอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากจะช่วยรักษาสุขอนามัยที่ดีแล้ว ยังเป็นโอกาสในการสังเกตพฤติกรรมและสุขภาพของงูผ่านการตรวจสอบลักษณะของสิ่งขับถ่ายอีกด้วย หากพบความผิดปกติใดๆ จะได้รีบดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงทีค่ะสรุปขั้นตอนการทำความสะอาด1.การจัดการเมื่อพบการขับถ่ายนำสิ่งขับถ่ายและวัสดุรองที่เปื้อนออกฉีด hydrogen peroxide 6% (แบบ Food Grade)ทิ้งไว้ขั้นต่ำ 20 นาที2.การล้างทำความสะอาดใช้น้ำยาล้างจานขัดถูล้างออกด้วยน้ำสะอาดเช็ดให้แห้ง3.การฆ่าเชื้อฉีดพ่น F10 ให้ทั่วทิ้งไว้ให้แห้ง4.ปูรองกระดาษหรือวัสดุรองพื้นชนิดอื่นข้อควรระวังสวมถุงมือทุกครั้งแยกอุปกรณ์ทำความสะอาดล้างมือหลังทำความสะอาดระวังไม่ให้น้ำยาสัมผัสตัวงูการดูแลประจำวันตรวจสอบความสะอาดสม่ำเสมอสังเกตลักษณะสิ่งขับถ่ายเปลี่ยนวัสดุรองทันทีเมื่อเปื้อนหมายเหตุ: วิธีการทำความสะอาดนี้เป็นแนวทางพื้นฐาน สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละฟาร์มหรือผู้เลี้ยง

เขียนโดย LRP Ballpythons

โพสต์เมื่อ 15 ก.พ. 25

อ่าน 171 ครั้ง

ลักษณะทางพันธุกรรมและการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของงูบอลไพธอน และการประยุคใช้นวัตกรรมการตรวจ DNA เพื่อใช้ในการพัฒนาสายพันธุ์ของงูบอลไพธอน (Python regius)

ลักษณะทางพันธุกรรมและการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของงูบอลไพธอน และการประยุคใช้นวัตกรรมการตรวจ DNA เพื่อใช้ในการพัฒนาสายพันธุ์ของงูบอลไพธอน (Python regius)

ในปัจจุบัน การเลี้ยงงูบอลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดูแลง่าย ไม่ต้องการพื้นที่มาก และไม่จำเป็นต้องให้อาหารทุกวัน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัด แต่ยังต้องการสัตว์เลี้ยงเพื่อช่วยลดความเครียดและสร้างความเพลิดเพลิน นอกจากนี้ งูบอลยังเป็นสัตว์ที่มีนิสัยสงบ ไม่ดุร้าย และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในบ้านได้ดี ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิตเร่งรีบและมีเวลาพักผ่อนน้อย อีกทั้งความหลากหลายของสีสันและลวดลายที่เกิดจากการเพาะพันธุ์ยังช่วยเพิ่มเสน่ห์และความน่าสะสมให้กับงูบอลไพธอนมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดของสัตว์เลี้ยงชนิดนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง สีสันและลวดลายของงูบอล หรือที่เรียกว่า Morph เป็นผลมาจากการผสมพันธุ์แบบ Selective Breeding ซึ่งช่วยสร้างความหลากหลายทางพันธุกรรมและเพิ่มความสวยงามให้กับงูบอลที่เลี้ยงในปัจจุบัน กระบวนการนี้ทำให้เกิด Morph ใหม่ ๆ ที่มีสีสันและลวดลายแตกต่างจากงูในธรรมชาติ ทำให้ตลาดงูบอลไพธอนเติบโตอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาสายพันธุ์งูบอลไพธอนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน งูบอลไพธอน (Python regius) มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา พบได้ในพื้นที่แห้งแล้งและทุ่งหญ้าสะวันนา ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่มากและนิสัยที่สงบ ไม่ดุร้าย ทำให้งูชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 การค้าขายงูบอลเริ่มต้นจากการจับจากธรรมชาติเพื่อนำมาจำหน่าย แต่เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น การเพาะพันธุ์ในระบบปิดจึงกลายเป็นแนวทางหลัก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป อย่างไรก็ตาม การค้าสัตว์ป่าข้ามประเทศต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของอนุสัญญา CITES (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) ซึ่งจัดให้งูบอลไพธอนอยู่ในบัญชีหมายเลข 2 (Appendix II) หมายความว่าสามารถซื้อขายได้ แต่ต้องมีการควบคุมเพื่อลดผลกระทบต่อประชากรในธรรมชาติ หลายประเทศมีกฎหมายควบคุมการนำเข้าและส่งออกงูบอล เช่น การกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาต หรือการอนุญาตเฉพาะงูที่เพาะพันธุ์ในระบบปิดเท่านั้นเพื่อป้องกันการล่าจากธรรมชาติ ส่งผลให้ตลาดงูบอลในปัจจุบันพัฒนาไปในทิศทางที่เน้นการเพาะพันธุ์เชิงพาณิชย์มากกว่าการนำเข้าจากธรรมชาติ การผสมพันธุ์แบบเลือกสรร (Selective Breeding) เป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาสายพันธุ์ของงูบอลไพธอน ซึ่งช่วยให้สามารถสร้าง Morph ใหม่ ๆ ที่มีลวดลายและสีสันที่แตกต่างจากงูในธรรมชาติ กระบวนการนี้อาศัยการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ต้องการ เช่น สีที่โดดเด่น ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ หรือคุณสมบัติทางกายภาพเฉพาะ และนำมาผสมพันธุ์กันเพื่อถ่ายทอดลักษณะเหล่านั้นไปยังลูกหลาน ลักษณะทางพันธุกรรมของงูบอลไพธอน ลักษณะทางพันธุกรรมของงูบอลไพธอนสามารถอธิบายได้ตามกฎของเมนเดล (Mendel’s Laws of Inheritance และ Non-Mendelian inheritance) ซึ่งระบุว่าลักษณะทางพันธุกรรมถูกกำหนดโดยคู่ของอัลลีล (Alleles) ที่ได้รับมาจากพ่อและแม่ โดยแต่ละตัวมีอัลลีล 2 ชิ้นที่ควบคุมลักษณะต่าง ๆ ลักษณะทางพันธุกรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่: ลักษณะเด่น (Dominant Trait) คือ ลักษณะที่จะแสดงออกมาเมื่อมีอัลลีลของลักษณะนั้นอย่างน้อย 1 ชิ้น ซึ่งหมายความว่า หากงูได้รับอัลลีลเด่นจากพ่อหรือแม่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะแสดงลักษณะนั้นออกมา ลักษณะด้อย (Recessive Trait) คือ ลักษณะที่จะแสดงออกก็ต่อเมื่อได้รับอัลลีลของลักษณะนั้นจากทั้งพ่อและแม่ (2 ชิ้น) หากมีเพียงชิ้นเดียว ลักษณะนั้นจะถูกซ่อนไว้และไม่แสดงออก (แต่ยังสามารถส่งต่อให้รุ่นลูกได้) โดยสามารถแบ่งการจัดเรียงของอัลลีลออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ Homozygous (มีอัลลีลเหมือนกันทั้งสองชิ้น) และ Heterozygous (มีอัลลีลแตกต่างกัน) ลักษณะทางพันธุกรรมสามารถจำแนกออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่: ลักษณะเด่นพันธุ์แท้ (Homozygous Dominant) งูที่มีอัลลีลเด่นทั้งสองชิ้น ลักษณะเด่นจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้อย่างแน่นอนลักษณะเด่นพันธุ์ทาง (Heterozygous Dominant) งูที่มีทั้งอัลลีลเด่นและอัลลีลด้อย ในกรณีนี้ ลักษณะเด่นจะยังคงแสดงออกมา เนื่องจากอัลลีลเด่นมีอิทธิพลเหนืออัลลีลด้อยลักษณะด้อยพันธุ์แท้ (Homozygous Recessive) งูที่มีอัลลีลด้อยทั้งสองชิ้น จะทำให้แสดงลักษณะด้อยออกมากลักษณะด้อยพันธุ์ทาง (Heterozygous Recessive) งูที่มีอัลลีลเด่นหนึ่งชิ้นและอัลลีลด้อยหนึ่งชิ้น แม้ว่าลักษณะด้อยจะไม่แสดงออกมา แต่สามารถส่งต่อไปยังลูกหลานได้อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่าคำศัพท์ต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นไม่ได้ถูกใช้ในงูบอลไพธอนอย่างแพร่หลาย โดยในงูบอลไพธอน การเรียกชื่อ Morph นั้นอ้างอิงจากลักษณะนั้นเป็นลักษณะเด่นหรือลักษณะด้อย การเรียกชื่อลักษณะเด่นในงูบอล ลักษณะเด่นพันธุ์แท้ (Homozygous Dominant) จะถูกเรียกด้วยคำว่า Super และตามด้วยชื่อ Morph เช่น Super Pastel, Super OD เป็นต้น ลักษณะเด่นพันธุ์ทาง (Heterozygous Dominant) จะถูกเรียกด้วยชื่อ Morph เลย เช่น Cinnamon, Mojave เป็นต้น การเรียกชื่อลักษณะด้อยในงูบอล ลักษณะด้อยพันธุ์แท้ (Homozygous Recessive) จะถูกเรียกด้วยชื่อของ Morph เลย เช่น Albino, Axanthic เป็นต้น ลักษณะด้อยพันธุ์ทาง (Heterozygous Recessive) จะถูกเรียกด้วยคำว่า Het ตามด้วยชื่อ Morph เช่น Het Desert Ghost, Het Hypo เมื่อเข้าใจลักษณะทางพันธุกรรมพื้นฐานแล้ว เราจะมาศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ลักษณะเด่นไม่สมบูรณ์ (Incomplete Dominant) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแสดงออกของ Morph งูบอลไพธอน ลักษณะเด่นไม่สมบูรณ์ (Incomplete Dominant) หมายถึง ลักษณะที่แสดงออกแตกต่างกันระหว่าง Heterozygous Dominant และ Homozygous Dominant ซึ่งเป็นเหตุผลที่คำว่า "Super" ถูกนำมาใช้ในวงการงูบอลไพธอน เนื่องจาก Morph ส่วนใหญ่ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มลักษณะเด่นนั้นเป็น Incomplete Dominant ส่งผลให้มีความแตกต่างระหว่างงูที่มีอัลลีลเด่นเพียงชิ้นเดียวกับงูที่มีอัลลีลเด่นทั้งสองชิ้น ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่าง Pastel และ Super Pastel ซึ่ง Super Pastel จะมีสีสันที่เข้มและชัดเจนกว่าปกติ เมื่อเกิดลักษณะเด่นร่วมกันบนตำแหน่งยีน หรือ Locus เดียวกัน เรียกว่า Incomplete Dominance คือ การที่อัลลีลทั้งสองซึ่งแตกต่างกัน แต่ถูกกำหนดอยู่บนตำแหน่งยีน (Locus) เดียวกันและสามารถแสดงลักษณะของตัวเองออกมาได้พร้อมกัน ในงูบอลไพธอน ลักษณะที่เกิดจากการรวมกันของอัลลีลจาก Morph ที่อยู่บนตำแหน่งยีนเดียวกัน เช่น Black Pastel และ Cinnamon มักถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า 8 Ball Complex เมื่อเมื่องูได้รับอัลลีลจาก Morph เหล่านี้ร่วมกัน จะส่งผลให้เกิดลักษณะที่แตกต่างจาก Morph ต้นกำเนิดและแสดงออกเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือที่เรียกว่า "Act Like Super" (ALS) คล้ายกับการที่งูแสดงลักษณะเป็น Super Form ตัวอย่างของ Morph ที่เกิดจากการผสมใน Complex นี้ ได้แก่ 8 Ball, Super Black Pastel และ Super Cinnamon ซึ่งมักปรากฏด้วยสีเข้มเกือบดำสนิท Compound Heterozygosityการทำความเข้าใจ Complex มีความสำคัญอย่างมากสำหรับนักเพาะพันธุ์ เนื่องจากการจับคู่ Morph ใน Complex เดียวกันอาจทำให้เกิดลักษณะที่รุนแรงเกินไปหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกงู เช่น ในกรณีของ 8 Ball Complex ที่อาจมีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกาย (เช่น ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง) หรือ Spider Complex ที่มีปัญหาการเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในไข่ นอกจากนี้ บางลักษณะด้อยสามารถแสดงออกในรูปแบบ Compound Heterozygosity ได้ โดยที่สิ่งมีชีวิตมีอัลลีลด้อยสองตัวที่แตกต่างกันบน locus เดียวกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดลักษณะพิเศษ ตัวอย่างเช่นใน Albino Complex ที่เป็น Candino ซึ่งรวมอัลลีล Albino และ Candy ไว้ด้วยกัน ลักษณะทางพันธุกรรมแบบ Polygenic หมายถึงลักษณะที่ถูกควบคุมโดยหลายยีนร่วมกันแทนที่จะเป็นยีนเดียวที่มีอิทธิพลอย่างเดียว ยีนแต่ละตัวที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลกระทบน้อย ๆ ต่อการแสดงออกของลักษณะนั้น แต่เมื่อรวมกันแล้ว ผลกระทบจะมีความชัดเจนและเด่นขึ้น ตัวอย่างเช่น Fader ซึ่งถูกระบุว่าเป็นลักษณะทางพันธุกรรมแบบ Polygenic ลักษณะเหล่านี้ไม่สามารถจำแนกได้ในรูปแบบ "มี" หรือ "ไม่มี" (Qualitative) แต่จะอยู่ในรูปแบบ "มาก" หรือ "น้อย" (Quantitative) ตามระดับการแสดงออกของยีนหลายตัวร่วมกัน ลักษณะทางพันธุกรรมสามารถแบ่งตามตำแหน่งของยีนที่ควบคุมได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ Autosomal Traits (ลักษณะทางพันธุกรรมที่อยู่บนออโตโซม) ลักษณะที่ถูกควบคุมโดยยีนที่อยู่บน Autosome (โครโมโซมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเพศ) ทำให้การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมประเภทนี้เกิดขึ้นโดยไม่ขึ้นอยู่กับเพศของสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่น ลักษณะทางพันธุกรรมของงูบอลไพธอนส่วนใหญ่ เช่น Albino, Piebald และ Clown เป็นลักษณะ Autosomal Recessive หรือ Autosomal Dominant ขึ้นอยู่กับวิธีการแสดงออกของยีนนั้น ๆ Sex-Linked Traits (ลักษณะทางพันธุกรรมที่อยู่บนโครโมโซมเพศ) ลักษณะที่ถูกควบคุมโดยยีนที่อยู่บน Sex Chromosome (X หรือ Y) ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดเพศ ทำให้ลักษณะดังกล่าวสามารถถ่ายทอดโดยมีความแตกต่างระหว่างเพศ ตัวอย่างเช่น Banana (X, FMK) ในงูบอลไพธอนเป็นลักษณะ Sex-Linked ซึ่งถูกควบคุมโดยยีนบนโครโมโซม X ทำให้ลักษณะนี้มีรูปแบบการถ่ายทอดที่แตกต่างจากลักษณะทั่วไป เช่น เพศผู้ที่ได้รับยีนนี้จะสามารถถ่ายทอดให้ลูกสาวได้เสมอ แต่หากเป็นเพศเมียที่มียีนนี้ อาจถ่ายทอดไปยังลูกทั้งเพศผู้และเพศเมียได้ เพิ่มเติม Banana นั้นจะแบ่งเป็น Banana (Y หรือ Male Maker) และ Banana (X หรือ Female Maker) การผสมพันธุ์แบบคัดสรร (Selective Breeding) Selective Breeding คือกระบวนการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ต้องการ เพื่อพัฒนาและคงไว้ซึ่งลักษณะเฉพาะของลูกหลาน กระบวนการนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้งูบอลไพธอนมีความหลากหลายของ Morph ที่พบเห็นในปัจจุบัน การคำนวณลักษณะของลูกงูบอลไพธอนจากพ่อและแม่ การคาดการณ์ลักษณะของลูกงูสามารถทำได้โดยใช้ ตารางพันเนตต์ (Punnett Square) ซึ่งอาศัยหลักการทางพันธุกรรมของ Mendel’s Laws โดยการนำอัลลีลจากพ่อและแม่มาจับคู่กัน ตัวอย่างการคำนวณการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ตัวอย่างที่ 1: การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแบบ Incomplete Dominant พ่อเป็น Orange Dream (Oo, Autosomal Heterozygous Incomplete Dominant Orange Dream) มาผสมกับ แม่เป็น Super Orange Dream (OO, Autosomal Homozygous Incomplete Dominant Orange Dream) โดยกำหนดให้ O แทนยีนของลักษณะทางพันธุกรรมของ Orange Dream และ o แทนยีนของลักษณะทางพันธุกรรมของ Wild Type โอกาสที่ลูกจะได้รับลักษณะทางพันธุกรรมมีดังนี้ 50% เป็น Orange Dream (Oo) ได้รับยีน Orange Dream มาเพียงอันเดียวจากแม่ 50% เป็น Super Orange Dream (OO) ได้รับยีน Orange Dream จากทั้งพ่อและแม่ ในกรณีของลักษณะ Incomplete Dominant เช่น Orange Dream นี้ ลูกที่เป็น Heterozygous (Oo) และ Homozygous (OO) จะมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วยให้สามารถระบุลักษณะทางพันธุกรรมได้ง่ายกว่าลักษณะ Recessive ตัวอย่างที่ 2: การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแบบ Recessive หากนำ พ่อที่เป็น Het Desert Ghost (Dd, Autosomal Heterozygous Recessive Desert Ghost) มาผสมกับ แม่ที่เป็น Het Desert Ghost (Dd, Autosomal Heterozygous Recessive Desert Ghost) โดยกำหนดให้ D เป็นยีนของลักษณะทางพันธุกรรม Desert Ghost และ d เป็นยีนของลักษณะทางพันธุกรรม Wild Type โอกาสที่ลูกจะได้รับลักษณะทางพันธุกรรมมีดังนี้ 25% เป็น Desert Ghost (DD) ได้รับยีน Desert Ghost แบบ Homozygous Recessive จากทั้งพ่อและแม่ ทำให้แสดงลักษณะ Desert Ghost ออกมา 50% เป็น Het Desert Ghost (Dd) ได้รับยีน Desert Ghost มาเพียงตัวเดียวจากพ่อหรือแม่ ทำให้ไม่แสดงลักษณะ Desert Ghost แต่สามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้ 25% เป็น Wild Type (dd) ไม่ได้รับยีน Desert Ghost จากทั้งพ่อและแม่เลย ทำให้ไม่มีลักษณะ Desert Ghost และไม่สามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ หนึ่งในความท้าทายของนักพัฒนาสายพันธุ์ในการผสมพันธุ์ยีนที่เป็นลักษณะด้อยคือ Heterozygous Recessive ไม่สามารถแยกจาก Wild Typeได้จากลักษณะภายนอก ทำให้ในบางกรณีต้องระบุเป็น 66% Het ซึ่งอาจส่งผลต่อการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาสายพันธุ์ต่อไป การตรวจ DNA ช่วยให้สามารถระบุได้อย่างแม่นยำว่างูตัวนั้นมียีนแฝงที่สามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกได้หรือไม่ ส่งผลให้การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในกรณีของ Desert Ghost หากมีการตรวจ DNA ในรุ่นลูก นักพัฒนาสายพันธุ์จะสามารถตัดสินใจในการคัดเลือกงูสำหรับพัฒนาสายพันธุ์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วขึ้นเนื่องจาก Het Desert Ghost และ Wild Type มีลักษณะภายนอกเหมือนกัน การตรวจ DNA จึงเป็นวิธีที่แม่นยำกว่า ในการยืนยันว่าแต่ละตัวเป็น Het Desert Ghost หรือไม่ ตัวอย่างที่ 3: การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแบบหลายลักษณะ หากนำ พ่อที่เป็น Lesser Het DG มาผสมกับ แม่ที่เป็น Pastel Russo อย่างแรกที่ต้องพิจารณาคือ เนื่องจาก Lesser และ Russo ถูกจัดอยู่ใน Blue Eyed Leucistic (BEL) Complex ทำให้ต้องคำนวณร่วมกัน จึงกำหนดให้ BL แทนยีน Lesser, BR แทนยีน Russo และ b แทน Wild Type ให้ D เป็นยีน Desert Ghost และ d แทน Wild Type ให้ P แทนยีน Pastel และ p แทน Wild Type จากนั้นคำนวณแยกความเป็นไปได้ของแต่ละลักษณะ จากนั้นนำความเป็นไปได้ของแต่ละลักษณะมาคำนวณร่วมกันตามตารางด้านล่าง จากตัวอย่างจะเห็นว่าการผสมพันธุ์งูให้ได้ลักษณะทางพันธุกรรมที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการวางแผนอย่างรอบคอบจึงมีความสำคัญมาก นอกจากนี้ การเกิด Bel Complex จากการผสม Lesser และ Russo ทำให้งูมีสีขาวทั้งตัว ซึ่งอาจบดบังการแสดงออกของ Pastel ส่งผลให้การระบุ Morph เป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม การตรวจ DNA สามารถช่วยยืนยันลักษณะพันธุกรรมที่ซ่อนอยู่ และสนับสนุนการวางแผนผสมพันธุ์ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างที่ 4: การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของยีนบนโครโมโซมเพศ ในงูบอลมี Morph หนึ่งที่ถ่ายทอดผ่านยีนบนโครโมโซมเพศ นั่นคือ Banana โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบตามชนิดของโครโมโซมเพศ ได้แก่ Banana X หรือ Banana Female Maker (FMK) ซึ่งยีน Banana อยู่บนโครโมโซม X Banana Y หรือ Banana Male Maker (MMK) ซึ่งยีน Banana อยู่บนโครโมโซม Y ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการคำนวณการผสมพันธุ์ระหว่าง Banana Y (ตัวผู้) กับ Banana X (ตัวเมีย) โดยกำหนดให้ YB หมายถึงยีน Banana บนโครโมโซม Y, Y เป็น Wild Type, XB หมายถึงยีน Banana บนโครโมโซม X และ X เป็น Wild Type จากตัวอย่างจะเห็นว่า การคำนวณยีน Banana สัมพันธ์กับเพศโดยตรง ทำให้การพัฒนาสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับยีน Banana มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น การผสม Banana Y กับ Banana X จะไม่สามารถได้ Super Banana เพศเมีย แต่จะได้ Super Banana เพศผู้ แทน ในขณะที่หากผสม Banana X กับ Banana X จะมีโอกาสได้ Super Banana เพศเมีย แต่จะไม่มีโอกาสได้ Super Banana เพศผู้ ปัญหาและข้อจำกัดของการคัดเลือกสายพันธุ์ด้วยการสังเกต Phenotype เพียงอย่างเดียว ในหลายกรณี การระบุ Morph ของงูบอลไพธอนอาศัยการสังเกต Phenotype (ลักษณะที่ปรากฏ) ควบคู่กับการตรวจสอบแผนผังเครือญาติ (Pedigree Chart) เพื่อคาดการณ์ลักษณะทางพันธุกรรมที่แฝงอยู่ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดคือ ความแม่นยำในการระบุ Morph ซึ่งขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ของผู้สังเกต เป็นหลัก ปัจจัยที่ทำให้การระบุ Morph มีความซับซ้อน การแสดงออกของยีนที่ซับซ้อน งูบางตัวอาจมียีนหลายชนิดทำงานร่วมกัน ทำให้การระบุ Morph ด้วยตาเปล่ายากขึ้น เช่น Black Pastel Redstripe Spotnose YB Clown (POMPEII) ซึ่งมีสีและลายที่ซับซ้อนมาก ทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้ง่าย ผลของยีนที่กดทับกัน (Epistasis) ยีนบางตัวสามารถบดบังการแสดงออกของยีนอื่น เช่น Lesser และ Mojave ซึ่งอยู่ใน BEL Complex สามารถกดทับลวดลายและสีของยีนอื่น ๆ ได้ ทำให้ Morph ที่แฝงอยู่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ชัดเจน นอกจากนี้ การผสมพันธุ์ระหว่าง Heterozygous Recessive ยังมีความท้าทายเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การผสมระหว่าง Het Albino × Het Albino จะให้ลูกงูที่มีโอกาสเป็น Albino 25%, Het Albino 50%, และ Wildtype (Normal) 25% เนื่องจาก Het Albino ไม่มีลักษณะภายนอกที่แตกต่างจาก Wildtype ทำให้เมื่อลูกงูที่เกิดมาไม่ได้แสดงลักษณะ Albino จะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าตัวใดเป็น Het Albino และตัวใดเป็น Wildtype ด้วยตาเปล่า ดังนั้น ตามหลักความน่าจะเป็น งูที่ไม่ได้แสดงลักษณะ Albino จะถูกจัดกลุ่มเป็น 66% Het Albino หรือหมายความว่ามีโอกาส 2 ใน 3 ที่จะเป็น Het Albino หากนำงูกลุ่ม 66% Het Albino นี้ไปใช้ในการเพาะพันธุ์ต่อ ก็อาจต้องใช้การตรวจสอบทางพันธุกรรม (DNA Testing) หรือการทดสอบการผสมพันธุ์ (Test Breeding) เพื่อยืนยันว่าตัวใดเป็น Het Albino จริง ๆ วิธีการแก้ไขสามารถทำได้โดย Test Breeding หรือ การทดสอบการผสมพันธุ์ เป็นกระบวนการใช้การผสมพันธุ์เพื่อยืนยันลักษณะทางพันธุกรรมของงูที่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด โดยเฉพาะในกรณีของ Heterozygous Recessive (Het) ที่ไม่มีการแสดงลักษณะภายนอกแตกต่างจาก Wildtype ตัวอย่างเช่น หากมีงูบอลไพธอนที่ถูกระบุว่าเป็น 66% Het Albino แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามี ยีน Albino หรือไม่ การทำ Test Breeding กับงูที่เป็น Albino หรือ Het Albino จะช่วยให้ทราบผล หากลูกงูที่ออกมามี Albino แสดงว่างูตัวนั้นเป็น Het Albino จริง แต่หากไม่มีลูก Albino เลยในจำนวนที่มากพอ ก็มีแนวโน้มว่างูตัวนั้นอาจเป็น Wildtype แม้ว่าการทำ Test Breeding จะเป็นวิธีหนึ่งในการยืนยันลักษณะทางพันธุกรรมของงูบอลไพธอนที่เป็น Heterozygous Recessive (Het) แต่ก็มีข้อจำกัดของการ Test Breeding ได้แก่ 1. ต้องใช้เวลานาน งูบอลไพธอนมีวงจรการเจริญเติบโตช้า โดยทั่วไปต้องใช้เวลาประมาณ 1.5 - 3 ปี ก่อนที่งูจะพร้อมผสมพันธุ์ เมื่อลูกงูเกิดมาแล้ว อาจต้องใช้เวลาหลายรอบการผสมพันธุ์จึงจะได้จำนวนลูกงูที่เพียงพอในการสรุปผล 2. ต้องมีจำนวนลูกงูมากพอ หากจำนวนลูกงูที่เกิดมาน้อย อาจทำให้การประเมินลักษณะทางพันธุกรรมมีความคลาดเคลื่อนได้ ตัวอย่างเช่น หากงู Het Albino × Het Albino ให้ลูกเพียง 2-3 ตัว ก็อาจไม่มีตัวที่เป็น Albino เลย ทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่างูตัวพ่อหรือแม่เป็น Het Albino จริงหรือไม่ 3. ความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ แม้ว่าการทำ Test Breeding จะมีหลักการทางสถิติรองรับ แต่ก็ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ได้ในรอบการผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียว ในบางกรณี งูที่เป็น Het Recessive อาจไม่ได้ให้ลูกที่แสดงลักษณะด้อยออกมาเสมอไป 4. ต้องมีการวางแผนการผสมพันธุ์ที่ดี หากไม่มีการวางแผนที่เหมาะสม เช่น การเลือกคู่ผสมที่ถูกต้อง อาจทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ หรือทำให้เกิดงูที่มีลักษณะไม่สามารถระบุชัดเจน 5. ใช้พื้นที่และทรัพยากรมาก การเลี้ยงงูจำนวนมากเพื่อรอผล Test Breeding ต้องใช้พื้นที่เลี้ยงดู อาหาร และการดูแลในระยะยาว สำหรับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด อาจไม่สามารถทำ Test Breeding ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทบาทของการตรวจ DNA เพื่อตรวจสอบ Morph ในงูบอลไพธอน ในอดีต การระบุ Morph ของงูบอลไพธอนอาศัยการสังเกตลักษณะที่ปรากฏ (Phenotype) และการศึกษาประวัติการผสมพันธุ์ (Pedigree Chart) ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อลักษณะทางพันธุกรรมซับซ้อน หรือถูกยีนอื่นบดบังทำให้การระบุ Morph ด้วยสายตาเป็นเรื่องยาก ปัจจุบัน การตรวจ DNA ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ Morph อย่างแม่นยำ โดยสามารถยืนยันการมีอยู่ของยีนลักษณะด้อย (Recessive), ลักษณะเด่นไม่สมบูรณ์ (Incomplete Dominant), หรือความซับซ้อนของยีนในกลุ่ม Locus Complex ได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการระบุ Morph และช่วยให้ผู้เพาะพันธุ์สามารถวางแผนการผสมพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลักการทำงานของการตรวจ DNA เพื่อตรวจสอบ Morph ในงูบอลไพธอน การตรวจ DNA เพื่อระบุ Morph ในงูบอลไพธอน เป็นการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรม (Genome) ที่กำหนดลักษณะของงูแต่ละตัว คล้ายกับการอ่าน "คู่มือแนะนำตัว" ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งจะบอกว่าแต่ละตัวมีคุณสมบัติทางพันธุกรรมอะไรบ้าง หลักการทำงานมีดังนี้ เก็บตัวอย่าง DNA – โดยทั่วไปมักใช้ตัวอย่างเซลล์ เช่น เกล็ด, เลือด, หรือคราบงู ซึ่งมี DNA ของงูอยู่ เปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม – DNA ของงูจะถูกนำไปตรวจเทียบกับฐานข้อมูลที่มีข้อมูลของ Morph ต่าง ๆ เช่น Clown, Pied, Albino เป็นต้น วิเคราะห์ผลลัพธ์ – หากพบว่ารหัสพันธุกรรมตรงกับ Morph ใด ก็สามารถสรุปได้ว่างูตัวนั้นมียีนของ Morph นั้นจริง หรือเป็นพาหะของลักษณะด้อยบางอย่าง วิธีนี้ช่วยให้สามารถตรวจสอบ Morph ได้แม่นยำกว่าใช้สายตา และยังสามารถระบุยีนที่ซ่อนอยู่ซึ่งอาจไม่แสดงออกมาในลักษณะภายนอก (Heterozygous Recessive) ได้อีกด้วย ประโยชน์ของการตรวจ DNA ในการพัฒนาสายพันธุ์ ลดความเสี่ยงจากการผสมพันธุ์ผิดพลาด (Hidden Genes & Het Morphs) การตรวจ DNA ช่วยให้ผู้เพาะพันธุ์สามารถระบุ ยีนแฝง ที่อาจไม่แสดงออกในลักษณะภายนอก เช่น Het Morphs ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งช่วยลดโอกาสในการผสมพันธุ์ผิดพลาด ทำให้สามารถวางแผนการเพาะพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีศักยภาพ การรู้ข้อมูลทางพันธุกรรมของงูบอลไพธอนอย่างแม่นยำ ช่วยให้ผู้เพาะพันธุ์สามารถเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีศักยภาพในการพัฒนา Morph ใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถสร้าง Combo ใหม่ ๆ หรือลักษณะที่มีมูลค่าสูงในตลาดได้เร็วขึ้นกว่าการใช้วิธี Test Breeding แบบเดิม สนับสนุนการพัฒนา Morph หายากและ Morph ใหม่ ๆ บาง Morph หายากหรือ Morph ที่เพิ่งถูกค้นพบอาจมีความซับซ้อนทางพันธุกรรมสูง การตรวจ DNA ช่วยให้ผู้เพาะพันธุ์สามารถเข้าใจรูปแบบการถ่ายทอดพันธุกรรมของ Morph นั้น ๆ ได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระบุว่า Morph นั้น ๆ เป็น Morph ใหม่หรือไม่ได้เร็วขึ้นผ่านกระบวนการทางพันธุศาสตร์ โดยไม่ต้องใช้เวลาหลายปีในการทดลองผสมพันธุ์ การรับรองคุณภาพและความโปร่งใสในตลาดการซื้อขายงู ตลาดงูบอลไพธอนมีมูลค่าสูง และบางครั้งการระบุ Morph อาจมีข้อผิดพลาดหรือความคลาดเคลื่อน การตรวจ DNA ช่วยให้สามารถ ยืนยันสายพันธุ์ ของงูได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะ Het ซึ่งไม่สามารถระบุได้ด้วยตาเปล่า เพิ่มความมั่นใจให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ลดปัญหาการซื้อขายงูที่มีการระบุ Morph ผิดพลาด และช่วยสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการงูบอลไพธอน ProHerper Thailand ทดสอบ DNA เพื่อตรวจยืนยัน Morph ในงูบอลไพธอนในปัจจุบัน ProHerper Thailand ได้ร่วมมือกับ ProHerper Belgium เพื่อให้บริการตรวจ DNA งูบอลไพธอน ในประเทศไทย สำหรับการระบุ Morph อย่างแม่นยำ สนับสนุนผู้เพาะพันธุ์ (Breeder) ที่ต้องการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ๆ และช่วยยกระดับมาตรฐานวงการงูบอลไพธอนในไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น การตรวจ DNA นี้มี ความแม่นยำสูง ด้วย Sensitivity 95% และ Specificity 99% ทำให้สามารถวิเคราะห์ลักษณะทางพันธุกรรมของงูบอลได้อย่างถูกต้อง ปัจจุบันมีบริการตรวจ Morph จาก DNA ดังนี้ Albino Asphalt Axanthic VPI Bamboo Bongo Butter Candy Champagne Chocolate Clown Cryptic Desert Ghost Genetic Stripe Gravel Hurricane Hypo Lavender Albino Mojave Phantom Pied Puzzle Russo Spark Special Specter Spider Spotnose Sunset Ultramel Woma Wookie Yellow Belly Zebra และยังคงพัฒนาการตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุม Morph ให้มากที่สุด ท่านใดที่ต้องการใช้บริการตรวจมอร์ฟงูกับ ProHerper Thailand สามารถติดต่อมาได้ที่ https://www.facebook.com/profile.php?id=61565213311605สำหรับผู้อ่านท่านใดที่อ่านมาถึงตรงนี้บอกเลยว่าเก่งมาก คุณได้เป็นเซียนงูบอลของจริงแล้ว-ProHerper Thailand

เขียนโดย ProHerper Thailand

โพสต์เมื่อ 13 ก.พ. 25

อ่าน 462 ครั้ง

"เมื่องูเคยมีขา" วิวัฒนาการของสัตว์เลื้อยคลานสุดมหัศจรรย์

"เมื่องูเคยมีขา" วิวัฒนาการของสัตว์เลื้อยคลานสุดมหัศจรรย์

"เมื่องูเคยมีขา" วิวัฒนาการของสัตว์เลื้อยคลานสุดมหัศจรรย์"งู" คำๆเดียวที่สามารถทำให้ใครหลายคนขนลุกชูชันได้ไม่น้อยครับ แต่เราอาจจะมองข้ามมันไปว่า งูนั้นเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการมายาวไกลมาก มันไม่ใช่สัตว์ที่เพิ่งขึ้นในยุคใหม่เลยครับ แต่พวกมันถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้แล้วอยู่อาศัยเคียงข้างกับไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์มากมายแล้วเหตุใดเล่า งูถึงต้องละทิ้งขาตัวเองไป ทั้งๆที่มันเป็นสัตว์เลื้อยคลานเช่นเดียวกับกิ้งก่าและจระเข้ ? คำตอบนั้นเราต้องย้อนเวลากลับไปดูในช่วงยุครุ่งเรืองของไดโนเสาร์ผ่านฟอสซิลกันครับ จุดเริ่มต้น ฟอสซิลของงูที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีอายุเมื่อ 90 ล้านปีก่อน แต่นักบรรพชีวินวิทยาได้ขุดพบฟอสซิลของสิ่งที่เรียกว่า "รอยต่อแห่งวิวัฒนาการที่หายไป" ในประเทศบราซิล เมื่อพวกเขาพบฟอสซิลของสัตว์เลื้อยคลานที่มีความคล้ายคลึงกับงูมากที่สุด แต่ว่า มันมีขาครับ !มันมีชื่อว่า "เตตระโพโดพริส" (𝘛𝘦𝘵𝘳𝘢𝘱𝘰𝘥𝘰𝘱𝘩𝘪𝘴) ซึ่งมีความหมายของชื่อว่า "งูที่มีสี่ขา" สัตว์เลื้อยคลานที่มีลำตัวและหัวเหมือนงู ไม่ได้เป็นบรรพบุรุษของงูแต่อย่างใดเพียงแค่ญาติใกล้ชิดเฉยๆ แต่กลับมีขายื่นออกมาสี่ข้างเป็นระยางค์เดินเหมือนกับกิ้งก่า ลำตัวยาว 30 เซนติเมตร ซึ่งดูจากรูปทรงของลำตัวและขนาดของขาแล้ว บ่งบอกว่า ญาติสนิทของงูตัวนี้เริ่มจะปรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวจากการมีขาไปใช้ลำตัวในการขยับแทนในทางพันธุกรรมและการอนุกรมวิธาน งูนั้นเป็นสัตว์ที่มีความสนิทกับกิ้บก่ามาก จนทำให้จัดอยู่ในอันดับเดียวกันคือ Order Squamata โดยงูนั้นจะแยกไปอยู่ในสายวิวัฒนาการ จึงทำให้รูปร่างขาของงูไปทางกิ้งก่า มีขาไม่ดีอย่างไรกัน ? แล้วทุกคนสงสัยกันอีกว่า งูมีขาไม่ดีตรงไหนถึงต้องหดขาหายไปจนหมด ทั้งนี้นักบรรพชีวินวิทยาก็ให้คำตอบไม่ชัดเจน แต่ในทางสัตววิทยาแล้ว การไม่มีขาของงูทำให้งูสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น ทำให้สามารถมุดเข้าซอกหลีบตามจุดต่างๆที่สัตว์อื่นเข้าไม่ถึงเพื่อหลบพักผ่อนหรือวางไข่ รวมไปถึงยังสามารถใช้ลำตัวรับรู้ภัยอันตรายได้ดีกว่าการใช้หูฟังเสียงอีก ซึ่งงูก็ไม่มีหูด้วยเช่นกันทีนี้มีคำถามสำคัญตามมาอีกว่า แล้วงูหดขาคู่ไหนก่อนกัน ? คำตอบคือ ขาคู่หน้าหดไปก่อนครับ เหตุผลนั้นถ้าทุกคนเคยจำภาพงูเวลาเลื้อยอยู่บนพื้นดิน งูค่อนข้างจะมีส่วนหัวและลำตัวแนบติดพื้นกัน ซึ่งพอไม่มีขาหน้า ประสาทรับรู้ที่ส่งผ่านไปยังสยองจะสามารถรับรู้ได้ทางลำตัวผ่านไปยังกระดูกสันโดยตรงได้เลย ทำให้รู้อันตรายเร็วกว่าแล้วยิ่งงูอยู่มาตั้งแต่ช่วงที่มีไดโนเสาร์ด้วย การรับรู้ว่าแรงสั่นสะเทือนของไดโนเสาร์เดินยังดีกว่ามารู้ตัวตอนที่โดนเหยียบหรือว่าโดนจับกินจากไดโนเสาร์ขนาดเล็ก อย่างเช่นงูดึกดำบรรพ์สกุลหนึ่งที่ชื่อว่า "นาจาซ" (𝘕𝘢𝘫𝘢𝘴𝘩) เป็นงูที่มีชีวิตเมื่อ 90 ล้านปีก่อนในยุคครีเตเชียสตอนปลาย มีหลักฐานการหดไปของขาหน้าแต่ยังมีขาหลังอยู่ ซึ่งฟอสซิลติ่งขาหน้ายังพบอยู่ด้านในลำตัว สิ่งที่นาจาซต่างจากเตตระโพโดพริสก็คือ กระดูกซี่โครงที่มีรูปร่างให้เหมาะแก่การขยับตัวไปข้างหน้าด้วยกล้ามเนื้อลำตัว ซึ่งจะเป็นผลให้งูใช้ลำตัวขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ด้วยไม่ต้องใช้ขาขยับตัวอีกอีกต่อไป แล้วนาจาซเหลือขาหลังเอาไว้ทำอะไร ? ซึ่งถ้ามามองดูในด้านการใช้เพื่อพฤติกรรมจำเป็นต่อชีวิตประจำวันแล้ว มันอาจเอาไว้สำหรับช่วยในการล็อคตัวเมียขณะผสมพันธุ์กันก็เป็นได้ครับ เพราะขณะสัตว์เลื้อยคลานผสมพันธุ์กันนั้น ขาหลังจะช่วยในการขยับส่วนอวัยวะเพศให้สอดใส่ได้ แต่ต่อมาเมื่องูหดขาหลังออก งูก็วิวัฒนาการอวัยวะเพศให้แตกออกเป็นสองข้างเพื่อใช้ผสมแบบใช้ข้างใดข้างหนึ่งแทน แต่งูบางจำพวกอย่างงูกลุ่มไพธ่อน (Python) และ (Boa) ยังคงมีติ่งของระยางค์ขาเล็กช่วงท้ายลำตัว เอาไว้สะกิดขณะการผสมพันธุ์กับตัวเมีย เมื่อขาหดไป ฟอสซิลของงูที่ไม่ปรากฎขาทั้งสี่ข้างเก่าแก่ที่สุดเป็นงูดึกดำบรรพ์ที่มีชื่อว่า "ไดนิไลเซีย" (𝘋𝘪𝘯𝘪𝘭𝘺𝘴𝘪𝘢) เป็นงูขนาดกลางประมาณงูหลามบอล (Ball python)และงูหลามวัยเด็ก ที่สามารถยาวได้ 1-3 เมตร ที่มีชีวิตเมื่อ 85 ล้านปีก่อนในอเมริกาใต้ โดยสิ่งที่พวกเขาพบจากฟอสซิลงูดึกดำบรรพ์ตัวนี้คือ ขาหดไปจนหมดแล้วประกอบการพบว่าขนาดของกล่องสมองภายในมีขนาดกว้างขึ้น โดยเฉพาะส่วนของสมองส่วนท้ายที่ใช้ในการควบคุมลำตัวและการเคลื่อนที่ กระดูกหูชั้นกลางก็มีการเจริญให้สามารถรับรู้แรงสะเทือนได้ดีขึ้นแบบงูปัจจุบันทั่วไป ยิ่งสนับสนุนเหตุผลของการหดขาไปของงูอีกด้วย"จากมีขา สู่การไม่มีขา" ทำให้งูเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลกกว่า 3,800 ชนิด มีหลายรูปร่างทั้งใหญ่และเล็ก พวกที่สวยงามและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม และก็ยังมีพวกที่มีพิษเพื่อการล่าและป้องกันตัว ทั้งนี้ก็เป็นผลวิถีแห่งชีวิตชักนำให้งูปรับตัวและดำรงชีวิตอยู่จนทุกวันนี้มาตั้งแต่ยุคที่พวกไดโนเสาร์อาศัยอยู่กันแล้วReferenceFossil Solves Mystery of How Snakes Lost Their Legshttps://www.amnh.org/explore/news-blogs/how-snakes-lost-legsHow Snakes Lost Their Legshttps://www.npr.org/.../498575639/how-snakes-lost-their-legsDavid M. Martill; Helmut Tischlinger; Nicholas R. Longrich (2015). "A four-legged snake from the Early Cretaceous of Gondwana"Apesteguía, S.; Zaher, H. (2006). "A Cretaceous terrestrial snake with robust hindlimbs and a sacrum".

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 02 ก.พ. 25

อ่าน 60 ครั้ง

การดูแลงูบอลไพธ่อน: ความสำคัญของอุณหภูมิและความชื้น

การดูแลงูบอลไพธ่อน: ความสำคัญของอุณหภูมิและความชื้น

งูบอลไพธ่อนเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมเพื่อการมีสุขภาพที่ดี เนื่องจากเป็นสัตว์เลือดเย็นที่ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้เอง การดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเลี้ยงงูอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการดูแลงูบอลไพธ่อน โดยในเวลากลางวัน ควรรักษาอุณหภูมิในกรงเลี้ยงให้อยู่ระหว่าง 29–31 องศาเซลเซียสในพื้นที่พักผ่อนทั่วไป และควรมีจุดที่อุ่นกว่า (basking spot) ที่อุณหภูมิ 31-32 องศาเซลเซียส สำหรับให้งูได้รับความร้อนเพื่อช่วยในการย่อยอาหารและกระบวนการเผาผลาญ ในเวลากลางคืน อุณหภูมิสามารถลดลงเหลือ 25–28 องศาเซลเซียสได้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตามช่วงเวลาและฤดูกาลนี้มีความสำคัญต่อการกระตุ้นพฤติกรรมตามธรรมชาติของงูความชื้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยปกติควรรักษาระดับความชื้นในกรงให้อยู่ที่ 50–60 เปอร์เซ็นต์ แต่ในช่วงที่งูกำลังจะลอกคราบ ควรเพิ่มความชื้นให้สูงขึ้นเป็น 65–75 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยให้การลอกคราบเป็นไปอย่างสมบูรณ์ การควบคุมความชื้นสามารถทำได้โดยการฉีดพ่นน้ำ หรือใช้วัสดุรองพื้นที่มีคุณสมบัติในการเก็บความชื้น หากความชื้นต่ำเกินไป อาจส่งผลให้งูลอกคราบไม่สมบูรณ์ ผิวแห้ง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายประการ เช่น การไม่ยอมกินอาหารซึ่งมักเกิดจากอุณหภูมิที่ต่ำเกินไป ปัญหาการลอกคราบไม่สมบูรณ์จากความชื้นที่ไม่เพียงพอ การเกิดโรคระบบทางเดินหายใจในสภาพแวดล้อมที่เย็นและชื้นเกินไป รวมถึงความเครียดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมหรือบ่อยเกินไปการดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ไว้ใจได้ค่ะ ในสถานที่ของฟาร์ม LRP Ball Pythons ติดเครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้นตามจุดมุมห้องต่างๆเพื่อมอนิเตอร์และควมคุมให้ห้องเลี้ยงมีสภาพแวดล้อมที่ดีกับน้องงูสิ่งที่อยากฝากถึงผู้ที่กำลังเลี้ยงหรือสนใจเลี้ยงงูบอลไพธ่อนคือ การดูแลอุณหภูมิและความชื้นอย่างใส่ใจเป็นหัวใจสำคัญค่ะ หมั่นสังเกตพฤติกรรมของน้องๆ และปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เมื่อเราดูแลพวกเขาดี น้องๆ ก็จะมีสุขภาพแข็งแรงและอยู่กับเราได้อย่างมีความสุขค่ะ :)

เขียนโดย LRP Ballpythons

โพสต์เมื่อ 31 ม.ค. 25

อ่าน 203 ครั้ง

ป้องกันตัวเองเพราะคน วิวัฒนาการของงูเห่าพ่นพิษ

ป้องกันตัวเองเพราะคน วิวัฒนาการของงูเห่าพ่นพิษ

ป้องกันตัวเองเพราะคน วิวัฒนาการของงูเห่าพ่นพิษสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการมาเพื่อการรักษาเผ่าพันธุ์ให้ดำรงคงอยู่ยาวนาน การป้องกันตัวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีเพื่อเลี่ยงการโดนทำร้ายและการโดนจับกิน เรื่องของงูเห่าพ่นพิษ (Spitting cobra) ก็ฟังดูน่าสนใจไม่น้อย ที่ต้นกำเนิดพฤติกรรมป้องกันตัวนี้ อาจวิวัฒนาการมาเพื่อป้องกันศัตรูหนึ่งเดียว นั่นก็คือ มนุษย์นักวิจัยด้านสัตว์เลื้อยคลานและบรรพชีวินวิทยา พบว่างูเห่าพ่นพิษนั้นมีมุมองศาการพ่นพิษในลักษณะยิงพิษเข้าตาศัตรูจำพวกไพรเมตอย่างมนุษย์ แม่นกว่าใส่สัตว์ใหญ่อย่างม้าลายกับสิงโตเสียอีก อีกทั้งฟอสซิลงูเห่าพ่นพิษเก่าแก่ที่สุดก็พบในช่วงเวลาเดียวกับมนุษย์ยุคแรกที่เป็นพวกโฮมินิดส์ (Hominid) วิวัฒนาการอีกด้วย ซึ่งคาดว่างูเห่าพ่นพิษรุ่นแรกๆวิวัฒนาการแอฟริกาเพื่อป้องกันการปะทะกับมนุษย์ยุคแรกที่อาจจะเห็นตัวแล้วทำร้ายก่อนหรือจับกินก่อนมันจะเกี่ยวดองกับสาเหตุที่ทำให้วิวัฒนาการนี้ยังไง คำตอบคือ สัตว์หลายชนิดก็วิวัฒนาการมาเพื่อป้องกันการเจอมนุษย์เช่นกัน เป็นเรื่องของการเตือนและยับยั้งไม่ให้ศัตรูที่มีโอกาสกระชากร่างถอยออกไป สัตว์อื่นๆอาจจะฟังคำเตือนตอนแผ่แม่เบี้ย แต่ด้วยมนุษย์นั้นขี้สงสัยเกินไป การแผ่แม่เบี้ยเตือนอาจจะไม่เพียงพอ งูเห่าพ่นพิษจึงวิวัฒนาการเทคนิคป้องกันตัวเพิ่มนั่นเองแหล่งข้อมูลอ้างอิงPhylogenomics Clarifies the Origin of Spitting Cobras (Antonio Gandini)

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 31 ม.ค. 25

อ่าน 8 ครั้ง

สูตรลับตำรับอสรพิษ เมนูแสนโปรดของงูแต่ละประเภท

สูตรลับตำรับอสรพิษ เมนูแสนโปรดของงูแต่ละประเภท

งูกว่า 3,900-4,000 ชนิดบนโลกนี้ มีนิสัยการกินอาหารเป็นพวกกินเนื้อเป็นอาหารหลักเท่านั้น ซึ่งงูแต่ละชนิดมีนิสัยการกินชนิดเหยื่อที่แตกต่างกันตามกายภาพฟันขากรรไกร และสรีระวิทยาการย่อยอาหารเหยื่อประเภทนั้นๆ งูกินอาหารโดยไม่ต้องเคี้ยวแค่กลืนเข้าไปทั้งตัวแล้วรอกระบวนการย่อยอาหารด้วยการใช้พลังงานสำรองจากการขยับกล้ามเนื้อในร่างกายปรับอุณหภูมิสูงขึ้นเป็น 30 องศาเซลเซียสโดยเฉลี่ยให้ช่วยย่อยอาหาร ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ในการย่อยแล้วแต่ขนาดเหยื่อที่กินเข้าไป- งูที่กินหนูเป็นอาหารหลักอย่างพวกงูตระกูลไวเปอร์ (Viper) งูเห่า งูเหลือมและงูหลาม งูตระกูลโบอา งูสิงและงูทางมะพร้าว จัดการเหยื่อทั้งการฉกปล่อยพิษในงูพิษหรือรัดเหยื่อให้ตายในงูไม่มีพิษ- งูกาบหมากหางนิล แม้เป็นงูตระกูลเดียวกับงูสิงและงูทางมะพร้าว แต่ก็ชอบกินพวกค้างคาวตามถ้ำเป็นหลัก- งูจงอาง 4 ชนิด, งูแบนดี้ แบนดี้ (Bandy bandy) และงูตระกูลสามเหลี่ยม (Krait) กินงูชนิดอื่นๆเป็นอาหาร- งูก้นขบตัวเล็กอาศัยในหน้าดินและพื้นดินแฉะ กินพวกงู, เขียดงู และปลาไหลเป็นอาหาร- งูลายสาบคอแดง กินสัตว์จำพวกกบและคางคกเป็นอาหารหลักร่วมกับสัตว์อื่นๆ- งูปล้องทอง เป็นงูต้นไม้ที่แท้จะล่ากินสัตว์ฟันแทะด้วย แต่อาหารโดยทั่วไปเน้นพวกตระกูลนกเป็นหลักมากกว่า- งูเขียวพระอินทร์ เป็นงูต้นไม้ที่มีนิสัยชอบล่าและกินสัตว์จำพวกกิ้งก่าและจิ้งจก- งูกินไข่แอฟริกา มีกล้ามเนื้อกับปลายกระดูกสันหลังช่วงต้นคอที่ช่วยในการเจาะกินไข่แดงภายในเปลือกแข็งๆ- งูกินทาก ชอบกินพวกหอยทากเป็นอาหารหลัก- งูกระด้าง เป็นงูน้ำจืดที่มีอวัยวะตรงจับการเคลื่อนไหวของปลา จึงเป็นพวกสายล่าปลาเป็นอาหาร- งูดิน เป็นงูที่มีลักษณะการกินเป็นแบบดูดงับอาหาร จึงกินพวกมดและตัวอ่อนปลวกเป็นอาหารแหล่งข้อมูลอ้างอิง- Snake is the essential visual guide (DK)- Living Snakes of the World in Color. New York: Sterling Publishers- The thermogenesis of digestion in rattlesnakeshttps://journals.biologists.com/.../The-thermogenesis-of...- https://www.discoverwildlife.com/.../what-do-snakes-eat

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 31 ม.ค. 25

อ่าน 15 ครั้ง

งูม็อคคาซินจีน หนึ่งในงูพิษอันตรายที่สุดในไต้หวัน

งูม็อคคาซินจีน หนึ่งในงูพิษอันตรายที่สุดในไต้หวัน

ในเอเชียตะวันออกนั้นก็มีงูพิษอยู่ไม่น้อย หลายๆชนิดมีชื่อเสียงจากคำบอกเล่าและความเชื่อไม่น้อย หนึ่งในนั้นคืองูที่ได้สมญานามว่า "งูพิษร้อยก้าว" (Hundred pacer snake) นามว่า งูม็อคคาซินจีน (Chinese moccasin - 𝘋𝘦𝘪𝘯𝘢𝘨𝘬𝘪𝘴𝘵𝘳𝘰𝘥𝘰𝘯 𝘢𝘤𝘶𝘵𝘶𝘴) งูพิษต่อระบบโลหิตที่อันตรายที่สุดในไต้หวัน ที่ยังสามารถพบได้ทั้งจีนตอนใต้และเวียดนามเหนือ นอกจากนี้ยังได้สมญนามว่า "พญางูแห่งไต้หวัน" (King of taiwan's snake) อีกด้วยงูชนิดนี้เป็นพวก Pit viper เหมือนงูกะปะและงูเขียวหางไหม้ พวกมันมีลวดลายเป็นบั้งลายสามเหลี่ยมสลับสีเข้มและอ่อนดูคล้ายกับมอธหรือผีเสื้อกลางคืน ปลายปากแหลมเลยได้ชื่อสามัญจริงว่า "Sharped nosed pit viper" เช่นเดียวกับไวเปอร์ทุกชนิด เขี้ยวพิษของมันงอพับได้ งูชนิดนี้โตเต็มที่อยู่ที่ประมาณ 1-1.5 เมตร แต่ส่วนใหญ่ขนาดตัวไม่เกิน 80 เซนติเมตรงูชนิดนี้มักอาศัยอยู่ในป่าฝนเขตร้อนระดับความสูง 500-1,500 เมตรจากน้ำทะเล งูชนิดนี้ชอบกินพวกสัตว์ฟันแทะเป็นอาหาร ซึ่งเหยื่อใหญ่ที่สุดที่กินได้คือหนูท้องขาว สำหรับพิษนั้น งูชนิดนี้เป็นหนึ่งในงูพิษต่อระบบโลหิตที่อันตรายมาก ในไต้หวันมีโอกาสกัดคนสูงกว่าในจีนแผ่นดินใหญ่ เลยมีการทำเซรุ่มต้านพิษงูชนิดนี้เอาไว้ในทางการแพทย์อีกด้วยแหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://www.snakesoftaiwan.com/deinagkistrodon-acutus.htmlhttps://www.taiwan-panorama.com/Articles/Details...http://www.toxinology.com/fusebox.cfm...

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 31 ม.ค. 25

อ่าน 45 ครั้ง

4 KING COBRA งูจงอางทั้ง 4 ชนิด

4 KING COBRA งูจงอางทั้ง 4 ชนิด

บทความ "เรื่องสัตว์น่าสนใจวันนี้" ด้วยเรื่องของการอัพเดทอนุกรมวิธานใหม่ของงูจงอาง (King cobra - 𝘖𝘱𝘩𝘪𝘰𝘱𝘩𝘢𝘨𝘶𝘴 𝘴𝘱.) ที่ตอนนี้ได้รับการจำแนกใหม่ออกจาก 1 ชนิด กลายเป็น 4 ชนิด โดยนักวิจัยได้ตีพิมพ์งานวิจัยลงวารสาร European journal of taxonomy โดยการรวบรวมและศึกษาตัวอย่างของงูจงอางทั่วภูมิภาคทั้งหมด 148 ตัวทั้งโตเต็มวัยและวัยอ่อน กับโครงกระดูกงูอีก 5 โครงมาศึกษาเพิ่มเติม ทำให้พวกเขาแยกงูจงอางทั้ง 4 ชนิดออกดังนี้1.𝘖𝘱𝘩𝘪𝘰𝘱𝘩𝘢𝘨𝘶𝘴 𝘩𝘢𝘯𝘯𝘢𝘩 - ชนิดดั้งเดิมที่มีการอนุกรมวิธานแรกสำหรับงูจงอาง โดยปัจจุบันนี้เป็นชนิดที่พบได้ในเอเชียเขตร้อนแผ่นดินใหญ่อย่างอินเดียตอนเหนือ, เมียนมาร์, จีนเขตร้อน, ไทย, ลาว, เวียดนาม และกัมพูชา2.𝘖𝘱𝘩𝘪𝘰𝘱𝘩𝘢𝘨𝘶𝘴 𝘣𝘶𝘯𝘨𝘢𝘳𝘶𝘴 - ชนิดขนาดใหญ่ที่พบได้ในเขตร้อนกว้างของหมู่เกาะอย่างเขตคาบสมุทรมลายู (ไทยตอนใต้กับมาเลเซีย) , บรูไน, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์3.𝘖𝘱𝘩𝘪𝘰𝘱𝘩𝘢𝘨𝘶𝘴 𝘬𝘢𝘢𝘭𝘪𝘯𝘨𝘢 - ชนิดที่เป็นเอกลักษณ์ พบได้เฉพาะในอินเดียตะวันตกของเขต Western ghats ซึ่งเป็นชีวนิเวศป่าฝนเขตร้อนขนาดใหญ่4.𝘖𝘱𝘩𝘪𝘰𝘱𝘩𝘢𝘨𝘶𝘴 𝘴𝘢𝘭𝘷𝘢𝘵𝘢𝘯𝘢 - ชนิดใหม่ล่าสุดเฉพาะของประเทศฟิลิปปินส์ ที่พบได้ในหมู่เกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ส่วนข้อมูลอื่นๆเชิงลึกสามารถอ่านได้ในวารสารวิจัยครับแหล่งข้อมูลอ้างอิงTaxonomic revision of the king cobra Ophiophagus hannah (Cantor, 1836) species complex (Reptilia: Serpentes: Elapidae), with the description of two new specieshttps://europeanjournaloftaxonomy.eu/.../article/view/2681

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 31 ม.ค. 25

อ่าน 44 ครั้ง

เรื่องน่ารู้ของ "งูกะปะ"

เรื่องน่ารู้ของ "งูกะปะ"

เรื่องน่ารู้ของ "งูกะปะ" บรรดางูพิษในประเทศไทยยอดฮิต หนึ่งในนั้นคือ "งูกะปะ" (Malayan pit viper - 𝘊𝘢𝘭𝘭𝘰𝘴𝘦𝘭𝘢𝘴𝘮𝘢 𝘳𝘩𝘰𝘥𝘰𝘴𝘵𝘰𝘮𝘢) งูพิษต่อระบบโลหิตชื่อดังที่คนในโซเชี่ยลยุคนี้ให้สมญานามว่า "กับระเบิดมีชีวิต" แต่งูตัวนี้มีเรื่องให้น่ารู้กว่าแค่ฉายาครับ และมันมีอะไรน่าสนใจอีกมากที่น้อยคนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับมันนัก - ชื่อ งูกะปะ เป็นภาษาใต้ที่มีความหมายว่า "งูปากเน่าเหม็น" ซึ่งก็หมายถึงการถูกกัดแล้วเกิดแผลเน่า ส่วนชื่ออื่นๆที่ต่างชาติเรียกกันก็คือ Malayan moccasin และ Malayan ground snake ส่วนชื่อในภาษาอินโดนีเซียจะเรียกว่า "อูลนาร์ทานาห์" (Ulnar tanah) นั่นเอง ซึ่งคำว่าอูลนาร์แปลว่า "งู" ส่วนทานาห์แปลว่า "บก" แปลตรงตัวว่า "งูบก" แม้แต่ภาษาญี่ปุ่นก็เรียกว่า "เซกิชิน โดคุเฮบิ" แปลว่า "งูพิษปากแดง" - ฉายา "กับระเบิดมีชีวิต" มาจากที่มาของชาวสวนยางพาราหรือนักเดินป่าที่เดินเข้าไปในพื้นที่รกที่เต็มไปด้วยกองใบไม้แห้ง แล้วเผลอเหยียบจนโดนกัดเมื่อเหยียบกับระเบิด นั่นคือฉายาที่คนไทยให้ ส่วนชาวต่างชาติให้ฉายามันว่า "Finger rotter" แปลว่า "ตัวทำนิ้วเน่า" ซึ่งในสถิติการโดนงูพิษกัดในไทยจะเป็นงูกะปะกับงูเขียวหางไหม้เสียส่วนมาก - งูกะปะเป็นงูพิษที่มีเขี้ยวยาวที่สุดในประเทศไทยเมื่อเทียบขนาดลำตัว โดยมีเขี้ยวพิษยาวกว่า 10 มิลลิเมตร เป็นรองของงูกาบูนไวเปอร์ของแอฟริกาและงูหางกระดิ่งหลังเพชรตะวันออกจากอเมริกาเหนือ เป็นเขี้ยวลักษณะงอพับได้เฉกเช่นเดียวกับพวกตระกูลไวเปอร์ตัวอื่นๆ พัฒนาเพื่อการล็อคเหยื่อให้สามารถฉีดน้ำพิษเข้าเหยื่อได้- งูกะปะไม่ได้พบแค่ที่ภาคใต้ เป็นงูที่พบได้เกือบทั่วทุกภูมิภาคของไทย จริงๆงูชนิดนี้ยังพบได้ทั้งเวียดนาม, กัมพูชา, ลาว, เมียนมาร์, มาเลเซีย, บรูไน และเกาะสุมาตรา เกาะชวา กับเกาะบอร์เนียว ซึ่งรายงานคนโดนกัดในประเทศไทยบันทึกครั้งแรก พบที่เชียงใหม่นั่นเอง- งูกะปะแม้มีพิษรุนแรง แต่มันก็เป็นหนึ่งในเหยื่อสำคัญของงูพิษขนาดใหญ่กว่าอย่างงูจงอาง, กลุ่มงูสามเหลี่ยม และกลุ่มงูพริกหรืองูปะการังเอเชีย และนักล่าจากบนท้องฟ้าอย่างนกแก๊กและเหยี่ยวรุ้ง ซึ่งถ้าพูดถึงพิษของงูกะปะแล้ว พิษของมันจริงๆเป็นพิษที่ไม่ได้มีผลต่อระบบโลหิต แต่มันมีพิษต่อระบบเนื้อเยื่อที่เรียกว่า "Necrotoxin" เป็นพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อและเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งนั้นก็เป็นสาเหตุของอาการแผลเน่าหลังโดนกัดนั่นเอง - งูกะปะเป็นงูที่คนมักไม่ค่อยชอบนัก ไม่ว่าจะคนไทยหรือชาวต่างชาติก็ได้ยินชื่อเสียงมันมาไม่น้อย เลยทำให้มีคนไม่ค่อยชอบมันเสียเท่าไร แต่งูก็เป็นสัตว์จำพวกหนึ่งที่มีคุณค่าต่อระบบนิเวศ แม้มันถูกเรียกว่ากับระเบิดมีชีวิต แต่ถ้ารู้จักป้องกันตัวหรือรู้ว่าไปที่ๆที่มีงูพิษแน่ก็ต้องระมัดระวังและเรียนรู้จะปฏิบัติตัวถูกเมื่อเจองู - รองเท้าบู๊ทกัดเข้าหรือไม่ ? เขี้ยวงูกะปะกัดเข้าครับ แต่โอกาสที่จะเกิดการติดพิษน้อยกว่าการใส่รองเท้าแตะและรองเท้าผ้าใบ ซึ่งโอกาสที่กัดรองเท้าบู๊ทเข้ามักเป็นการกัดแห้งและปล่อยน้ำพิษปริมาณน้อยกว่าโดนกัดเต็มๆบนเท้าเปล่าหรือรองเท้าอื่น เมื่อถูกงูกะปะกัดควรล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า ห้ามล้างแอลกอฮอลล์ เนื่องด้วยแอลกอฮอลล์จะทำให้หลอดเลือดขยายตัวจนพิษซึมได้ดี ใช้วิธีรัดและดามด้วยผ้ากับไม้หรือวัสดุแข็งเพื่อลดการเคลื่อนไหวของส่วนที่โดนกัดแล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล- ในทางการแพทย์ งูกะปะเป็นหนึ่งในงูพิษที่มีเซรุ่มต้านพิษโดยเฉพาะ ซึ่งการที่มีเซรุ่มแก้พิษงูกะปะ บ่งบอกถึงสาธารณสุขทางการแพทย์ที่กระจายครอบคลุมช่วยเหลือผู้ถูกงูพิษกัด ที่น่าสนใจก็คือ สถิติการตายจากการถูกงูกะปะกัดในประเทศไทยนั้น มีผู้ถูกงูกัดคิดอัตราส่วนร้อยเป็น 13.06% ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ขณะที่ผู้เสียชีวิตคิดเป็น 0.02% เท่านั้น ! - การที่รู้จักงูชนิดนึง อาจส่งต่อความสำคัญและการระมัดระวังตัวให้มากขึ้น เด็กและผู้สนใจได้ความรู้เรื่องงูอย่างครบถ้วนและดีเยี่ยม ไม่ใช่ว่าเจองูกะปะแล้วต้องเอะอะส่งกลับดาวหรือแบ่งสองมาตรฐานว่างูนี้เป็นมีมดังควรอนุรักษ์ อีกตัวเป็นงูปีศาจควรกำจัดให้พ้นโลกนี้ แค่รู้จักนิสัยและการดำรงชีวิตก่อน นำมาประยุกต์ป้องกันตัวหากต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีโอกาสเจองูกะปะ แหล่งข้อมูลอ้างอิงเอกสาร "การดูแลผู้ป่วยถูกงูกะปะกัด" โดย อานุภาพ เลขะกุล https://thailandsnakes.com/.../malayan-pit-viper.../https://en.m.wikipedia.org/wiki/Calloselasmahttps://www.rama.mahidol.ac.th/poisonce.../th/pois-cov/snakehttps://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC8643212/

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 30 ม.ค. 25

อ่าน 353 ครั้ง

10 เรื่องที่คนไทยเข้าใจผิดเกี่ยวกับ "งูไทย"

10 เรื่องที่คนไทยเข้าใจผิดเกี่ยวกับ "งูไทย"

เนื่องด้วยปีนี้เป็นปีมะเส็งหรือปีงูเล็ก แอดมินเลยอยากเล่าเรื่องที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับงูไทยทั้งสิ้น 10 เรื่องยอดฮิตมาให้ทุกคนในกลุ่มนี่ตัวอะไรทำความเข้าใจกันใหม่ครับ บางคนคิดว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้จนทำให้เกิดข้อมูลผิดพลาดกันแบบปากต่อปาก ข้อความต่อข้อความกันอย่างไม่มีอ้างอิงกัน งั้นไปดูกันเลยว่า 10 เรื่องที่คนไทยเข้าใจผิดกันมีอะไรบ้าง1.งูจงอางร้องไม่ได้ : คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่างูจงอางร้องเสียงเหมือนไก่หรือเสียงหัวเราะ แต่อันที่จริงแล้วงูจงอางร้องไม่ได้เหมือนงูทุกชนิด เพราะงูนั้นไม่มีเส้นเสียงและกล่องเสึยงในการเปล่งเสียงร้องนั่นเอง2.งูทะเลไม่ได้กัดคนตายทุกครั้งที่ได้พิษ : งูทะเลเป็นงูที่มีโอกาสกัดแห้งสูงกว่ากัดได้น้ำพิษ เนื่องด้วยเขี้ยวและปากนั้นมีขนาดเล็กเพื่อจับสัตว์น้ำกินเป็นอาหาร แถมพิษออกฤทธิ์ช้ามาก ดังนั้นเมื่อถูกงูทะเลกัดควรไปหาหมอเพื่อรักษาตามอาการทันที ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของเคสงูทะเลกัดแล้วเสียชีวิต3.งูทางมะพร้าวมีฟัน ! : หลายคนมักชอบล้อหรือตั้งฉายาให้กับงูทางมะพร้าวว่า "เหงือก" เพราะงูชนิดนี้เวลาอ้าปากบางคนเห็นแต่เหงือขากรรไกรขาวๆ แต่จริงๆแล้วงูทางมะพร้าวมีฟันคมกริบมาก กัดทีก็ทำให้เกิดบาดแผลได้เช่นกัน4.งูที่สีสันจัดจ้านสวยงามไม่ได้เป็นงูพิษเสมอไป : คนไทยชอบเข้าใจว่า งูที่มีสีสันสวยๆมักเป็นงูอันตราย ทว่าความจริงแล้วงูไม่มีพิษในไทยหลายชนิดก็สีสันสวยงามไม่แพ้เช่น งูเขียวกาบหมาก5.งูเหลือมในธรรมชาติของไทยเขมือบคนไม่ได้ : เนื่องด้วยมีข่าวงูเหลือมเขมือบคนในเกาะห่างไกลของอินโดนีเซียหลายครั้งเลยทำให้คนไทยหวาดกลัวงูเหลือมมากินคน ซึ่งงูเหลือมในธรรมชาติไทยนั้นตัวยาวเฉลี่ยไม่เกิน 3 เมตรกัน ซึ่งงูเหลือมป่าที่เขมือบคนได้ต้องสัมพันธ์กับขนาดของงูเท่านั้น ซึ่งในอินโดนีเซีย งูเหลือมหลายเกาะตัวใหญ่กว่าคนหลายเท่าอยู่พอประมาณ6.ประเทศไทยมีชนิดงูพิษน้อยกว่างูไม่มีพิษ : เทียบสัดส่วนของชนิดพันธุ์แล้ว งูมีพิษร้ายแรงในประเทศไทยนั้นมีไม่ถึง 70 ชนิด แต่งูไม่มีพิษมีเกือบ 200 กว่าชนิด !7.งูแสงอาทิตย์เป็นงูไม่มีพิษ : คนไทยบางส่วนยังคงเข้าใจผิดว่างูแสงอาทิตย์เป็นงูมีพิษ แม้เรื่องนี้หลายคนจะเข้าใจกันหมดแล้ว แต่ก็มีบางคนยังคงเข้าใจแบบนั้นอยู่ไม่เสื่อมคลายมานานแสนนาน8.ไม่มีพืชหรือต้นไม้ชนิดไหนที่กันงูเข้าบ้านได้ : ต่อให้มีคนปลูกเสล็ดพังพอน ลิ้นมังกร หรือฟ้าทะลายโจรที่มีการกล่าวว่าใช้ไล่งูได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว ต้นไม้อะไรก็กันงูไม่ได้สักชนิดเดียวครับ9.งูพิษไม่สามารถผสมกับงูไม่มีพิษ : คนไทยมักมีความเชื่อว่า งูเห่าสามารถผสมพันธุ์กับงูสิงแล้วออกลูกมาเป็นงูพิษร้ายแรงได้ ความเป็นจริงแล้วงูไม่สามารถผสมข้ามจำพวกได้ ยกเว้นงูที่มีลักษณะทางสกุลร่วมเหมือนกัน อย่างงูเหลือมและงูหลาม สามารถผสมออกมาเป็น Bateater ได้10.งูอาฆาตไม่ได้ : คนไทยคิดว่างูนั้นเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็เป็นปีศาจที่มันมีจิตอาฆาตมาตามฆ่าล้างคนในบ้านที่ทำร้ายคู่รักมัน ความจริงแล้วการที่งูตัวนึงไปโผล่บ้านคนได้อาจเป็นเพราะมันตามกลิ่นฟีโรโมนของงูตัวที่ตายก่อนหน้ามาถึงบ้านก็เป็นได้นั่นเองReference10 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ "งู" (Species Index)SuperSCI: ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับงูhttps://mgronline.com/science/detail/9570000109460‘สวัสดีปีงูเล็ก’ ชวนรู้จัก 10 เรื่อง(ไม่)ลับ ฉบับคนกลัวงูห้ามพลาด!https://www.seub.or.th/bloging/knowledge/2025-1/งูทะเล - คลังข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งhttps://km.dmcr.go.th/c_280Simple Science I ง.งู ไม่ใช่ผู้ร้าย ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับงู

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 29 ม.ค. 25

อ่าน 33 ครั้ง

"งูกินหาง" 🐍 ความเชื่องมงายที่มนุษย์สร้างขึ้น

"งูกินหาง" 🐍 ความเชื่องมงายที่มนุษย์สร้างขึ้น

กระแสเรื่องของงูกินหางกลับมาอีกครั้งเมื่อมีข่าวออกและมีคนพบเจอเป็นเครื่องรางของขลังนานนับปึ ซึ่งจริงๆแล้ว ความเชื่อเรื่องงูกินหางนั้นเป็นความเชื่อสุดงมงายที่มนุษย์สร้างขึ้นมาโดยการกล่าวอ้างเรื่องความโชคลาภและสิริมงคล วันนี้แอดบิวจะขอเล่าเรื่องงูกินหางในแง่ชีววิทยาและความเชื่องมงายควบคู่กันครับ ความเชื่อ ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลกนั้น งูกินหางหรือโอโรโบรอส (Ouroboros) เป็นชื่อเรียกพฤติกรรมของงูที่กินตัวเองจากทางหางเข้าไปจนกลายเป็นห่วงกลมๆ มีปรากฏอยู่ในตำนานของหลายประเทศ เช่น เม็กซิโก อียิปต์ หรือแม้กระทั่งประเทศไทย ซึ่งในแง่ความเชื่อนั้น คนมักเชื่อเรื่องนี้ในแง่ของความไม่สิ้นสุดคนไทยที่เดิมทีเป็นประเทศที่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติมายาวนานแต่อดีต ก็จะมองเรื่องนี้เป็นสิริมงคลที่ห้ามลบหลู่ดูแคลน คนไทยจะเรียกกันอีกชื่อว่า "บ่วงนาคบาศ" ที่เชื่อกันว่าเป็นเมตตามหานิยม ใครมีจะช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย ค้าขายดี รุ่งเรือง มีกินมีใช้ไม่มีวันอด แถมยังพ่วงท้ายมาด้วยข้อเด่นเรื่องการเสี่ยงโชค มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามแต่ มันแค่ความเชื่อที่คนไทยคิดกันมาเองล้วนๆ ชีววิทยาอย่างในภาพนี้เป็นรูปแบบผิดธรรมชาติมาก เพราะงูกลืนลำตัวไปจนเกือบถึงช่วงกระเพาะอาหาร ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่คนตัดส่วนงูออกครึ่งนึงแล้วยัดเข้าไปขณะเข้ากระบวนสตั๊ฟฟ์ร่างเอาไว้แล้วมาทำเครื่องราง เลยทำให้ไม่เป็นกระบวนการในแบบธรรมชาติในด้านพฤติกรรมแล้ว งูที่กัดหรืองับหางตัวเองนั้น มันจะเกิดจากภาวะความเครียดของงู หรืออีกกรณีก็อาจจะเป็นภาวะทางระบบประสาท ในโลกของสัตว์ไม่ใช่เฉพาะงูแม้กระทั่งสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่เวลามีความเครียดมากๆ หรือว่ามีปัญหาทางระบบประสาทก็สามารถทำร้ายตัวเองได้ แม้กระทั่งมนุษย์ก็สามารถเป็นไปได้เช่นกันดังนั้นหลักการทางธรรมชาตินั้นไม่ได้เป็นแบบงูกินหางที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อตบตาคนที่เชื่ออะไรต่างๆได้ง่ายดายนั่นเอง ควรมีการให้ข้อมูลและวิจารณญาณกันในหมู่คนรอบตัวกันให้มากๆReference"งูกินหาง" สู่ "บ่วงนาคบาศ" แค่งูป่วย หรือคนสร้าง หลอกผู้ศรัทธาว่าของขลังhttps://www.komchadluek.net/news/505133Ouroboros – The Snake That Bites Its Own Tailhttps://www.petmd.com/.../ouroboros-snake-bites-its-own-tailWhy Do Snakes Eat Themselves?https://www.discovermagazine.com/.../why-do-snakes-eat...

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 29 ม.ค. 25

อ่าน 8 ครั้ง

"งูทางมะพร้าว" มีฟันแหลมคม !! เรื่องจริงของงูที่คนไทยล้อมากที่สุด

"งูทางมะพร้าว" มีฟันแหลมคม !! เรื่องจริงของงูที่คนไทยล้อมากที่สุด

ก่อนที่จะมีโซเชี่ยล งูทางมะพร้าวก็เป็นงูทางมะพร้าว ไม่ได้สลักสำคัญในบริบทชีวิตประจำวัน ทว่าเมื่อโซเชี่ยลเข้าถึง คนรู้จักงูทางมะพร้าวมากขึ้น แต่รู้จักแบบในเชิงตัวตลกหรือโจ๊กเกอร์ในโลกของงู ทันทีที่รูปงูทางมะพร้าวขึ้นหน้าฟีดในกลุ่ม สิ่งแรกที่จะเจอคือ "พี่ห้าว" "ดารา" "แพนด้า" และที่โดดเด่นคือ "เหงือก" สร้างความเข้าใจผิดว่างูทางมะพร้าวไม่มีฟัน ! แต่ความจริงแล้ว งูทางมะพร้าวเป็นงูที่มีฟันแถมคมกริบด้วย เราจะมารู้จักกับเรื่องที่โซเชี่ยลเข้าใจงูทางมะพร้าวผิดมาตลอด 1.คนเข้าใจว่าไม่มีฟัน : โดยทั่วไปในโซเชี่ยลอาจเห็นภาพงูทางมะพร้าวนอนแกล้งตายหรือตั้งท่าขู่ศัตรูอ้าปากเห็นวงปากขาวๆจนคิดว่าเป็นงูที่ช่องปากมีแต่เหงือกไม่มีฟันสักซี่เดียว แท้จริงแล้วงูทางมะพร้าวมีฟันที่คมกริบในการจับเหยื่อเป็นอาหาร รูปแบบฟันนั้นก็เหมือนงูไม่มีพิษส่วนมากที่เป็นฟันคมเรียงเป็นแถวบนขากรรไกร หากมองใกล้ๆจะเห็นชัดเจน แต่ถ้ามองผิวเผินจะไม่เห็นงูบนโลกนี้ที่ไม่มีฟันเลยจะมีแค่พวกตระกูลงูกินไข่ (Egg eating snake) ของฝั่งทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นงูที่ไม่มีฟันเพื่อสะดวกในการกลืนไข่เข้าไปทั้งฟอง แล้วกลืนเข้าไปในลำคอ โดยมีกระดูกสันหลังพิเศษในการเจาะเปลือกไข่เพื่อดูดกลืนไข่ด้านในจนหมดเหลือแต่เปลือก แล้วจึงค่อยขย้อนเปลือกไข่ทิ้ง2.ทำเป็นห้าวแต่กลับขี้ขลาด : คนไทยชอบมองว่างูทางมะพร้าวทำเป็นเก่ง ไม่มีฟันแล้วมาโชว์ภูมิกัดโน่นนี่ สุดท้ายก็แกล้งตายต่อหน้าศัตรู หลายคนจะมองว่าสัตว์ที่ทำเป็นเก่งแล้วมาแกล้งตายถือว่าขี้ขลาด แท้จริงแล้วการแกล้งตายนี่แหละที่ทำให้เผ่าพันธุ์สัตว์ผ่านสถานการณ์เลวร้ายได้สัตว์แกล้งตายดีต่อตัวอย่างไร ? ในบางครั้งสัตว์ผู้ล่าต้องการจัดการกับเหยื่อที่ลงมือด้วยตัวเองและสามารถสังหารได้ แต่สัตว์ที่ตายจากอุบัติเหตุกะทันหันอาจทำให้ผู้ล่าชะงักและแปลกใจที่จู่ๆสัตว์ตัวดังกล่าวดันมาตายตรงหน้า ขณะเดียวกัน สัตว์ที่แสดงพฤติกรรมนี้ก็จะสื่อให้เนียนด้วยการอ้าปาก ปล่อยร่างกาย และปล่อยกลิ่นจนกว่าจะเลิกสนใจ การแกล้งตายของสัตว์เป็นเทคนิคที่ทำมายาวนานเป็นล้านปีเพื่อให้อยู่รอด 3.ลายแพนด้า หรือ เลียนแบบสัตว์มีพิษ : ลายขาวดำที่อยู่บนช่วงคอของงูทางมะพร้าวนั้น เป็นรูปร่างที่ดูคล้ายคลึงกับหมีแพนด้า แต่ทว่าจริงๆแล้วลายนี้เมื่อหรี่ตาลงมันจะดูคล้ายคลึงกับการเลียนแบบ (Mimicry) ลวดลายลำตัวของแมลงที่มีพิษหรือมองไกลๆก็คล้ายกับลายดอกจันงูเห่าที่โผล่ขึ้นมาเหนือหญ้า เป็นการใช้ลวดลายข่มศัตรูก่อนจะถูกถึงตัว การป้องกันตัวด้วยลวดลายนั้นวิวัฒนาการมายาวนาน สัตว์หลายชนิดเลือกจะทำให้เหมือนกับสัตว์ที่ดูอันตรายกว่าผ่านการคัดสรรรุ่นลูกรุ่นหลาน รุ่นก่อนๆไม่ผ่านการคัดสรรโดยธรรมชาติก็จะโดนจับกิน แต่รุ่นที่ผ่านมาได้ก็จะสามารถเอาตัวรอดจนขยายเผ่าพันธุ์ได้ ถือว่างูทางมะพร้าวประสบความสำเร็จในแง่วิวัฒนาการแล้ว ReferenceCopperhead racer Thai National parkshttps://www.thainationalparks.com/.../coelognathus-radiatusEgg-eating snakes Life is short but Snakes are long https://snakesarelong.blogspot.com/.../egg-eating-snakes...Why Some Animals Play Deadhttps://www.thoughtco.com/why-some-animals-play-dead-373909Mimicry | Britannicahttps://www.britannica.com/science/mimicry

เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006

โพสต์เมื่อ 29 ม.ค. 25

อ่าน 79 ครั้ง

อยากเลี้ยงงูบอลไพธอนแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง? ไม่ต้องกังวล! มาเตรียมตัวให้พร้อมใน 5 นาที ด้วยคำแนะนำง่ายๆ ที่เข้าใจได้แบบไม่ซับซ้อน

อยากเลี้ยงงูบอลไพธอนแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง? ไม่ต้องกังวล! มาเตรียมตัวให้พร้อมใน 5 นาที ด้วยคำแนะนำง่ายๆ ที่เข้าใจได้แบบไม่ซับซ้อน

ข้อควรรู้ก่อนซื้องูบอลไพธอน [Ball Python]เคล็ดลับง่ายๆ ที่รู้แล้วเลี้ยงได้เลย พร้อมเริ่มแล้ว ไปกันเลย!1. ศึกษาให้ครบ รู้ลึก รู้จริงก่อนตัดสินใจซื้อน้องงู ควรรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา เช่นนิสัยอุปกรณ์ที่ต้องใช้อาหารเหตุผล: งูบอลไพธอนเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนถึง 20 ปี! นั่นหมายความว่าคุณจะต้องดูแลเขายาวนานเหมือนการมีแฟนเลยทีเดียว 🐍💖 ดังนั้น ต้องมั่นใจว่าเข้าใจและรับได้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขาก่อน2. ปรึกษาคนรอบข้าง (สำคัญมาก!)ย้ำ! ก่อนจะเลี้ยงงู ต้องถามความเห็นจากคนในบ้านหรือคนที่อยู่ด้วยกันก่อน เพราะบางคนอาจมีความกลัวหรือภาพจำที่ไม่ดีกับงู คุณต้องอธิบายให้น่าเชื่อถือและเข้าใจว่าน้องงูไม่ได้ดุร้าย3. ตั้งงบประมาณในใจราคาของงูบอลไพธอนเริ่มต้นที่ 500 บาทขึ้นไปเพศเมียมักจะมีราคาสูงกว่าเพศผู้ราคาขึ้นอยู่กับ Morph (ลวดลายและสีของงู)สามารถเช๊คราคางูบอลแต่ละ Morph ได้ที่ www.repttown.com/animals/snakes/ballpythonsตัวอย่างราคาตาม MorphNormal (สีแบบในธรรมชาติ): 500-1,500 บาทMorph ที่มีทั่วไปตามร้านขายสัตว์: 1,000+ บาทMorph หายาก: อาจแตะหลักแสน!เคล็ดลับ: เลือก Morph ที่ถูกใจและเหมาะกับงบประมาณ เพราะน้องงูจะอยู่กับเรานาน อย่าลืมว่าความผูกพันสำคัญกว่าราคานะ4. ซื้อที่ไหนดี?มี 2 ทางเลือก:ออนไลน์: เหมาะสำหรับคนที่มีประสบการณ์ แต่ต้องระวังปัญหา เช่น งูป่วย, โกงเพศ, หรือ Morph ไม่ตรงปกซื้อที่ร้าน: ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมือใหม่ เพราะคุณจะได้เห็นน้องตัวจริงและลองสัมผัสเพื่อดูว่าถูกใจไหมคำถามสำคัญตอนเลือกซื้อจากร้าน:นิสัยของงู: แต่ละตัวนิสัยไม่เหมือนกันอาหาร: กินหนูเป็นหรือหนูแช่แข็ง และ สายพันธุ์หนูที่ทางร้านหรือฟาร์มให้อยู่ตรวจเพศ: ชัวร์ว่าเป็นเพศที่ต้องการตรวจสุขภาพ: ตรวจน้ำลายในปากว่าสุขภาพดี5. เตรียมอุปกรณ์เลี้ยงให้ครบงบประมาณเริ่มต้นสำหรับอุปกรณ์เลี้ยงประมาณ 1,000 บาทรายการที่ควรมี:กล่องเลี้ยง: กล่องล็อคใส (ขนาด = 2 เท่าของความยาวงู) ราคา 2-500 บาทForcep: แหนบยาวใช้คีบอาหาร ราคา 100+ บาทถ้วยน้ำ: เลือกขนาดเล็ก 20 บาทอาหาร: หนูแช่แข็ง ราคา 10-60 บาท/ตัว ขึ้นอยู่กับขนาดรองพื้น: กระดาษทิชชู่แบบหนา/กาบมะพร้าวแห้ง/เปลือกไม้รองกรง/ซังข้าวโพดหรือวัสดุรองกรงอื่นๆ ราคา 10-50 บาท/รอบการเปลี่ยนหัวแร้งบัดกรี: สำหรับเจาะรูระบายอากาศในกล่องเลี้ยง(ในกรณีเลี้ยงในกล่องพลาสติกที่ไม่มีรู) ราคาประมาณ 100 บาทไดร์เป่าผม: ใช้อุ่นอาหารในกรณีใช้หนูแช่แข็ง (หากมีอยู่แล้ว ข้ามไปได้)6. ข้อควรจำการเลี้ยงงูต้องใช้เวลาและความอดทนการตัดสินใจของคนในครอบครัวสำคัญ อย่ามองข้ามเลือกงูที่เหมาะกับตัวคุณ ทั้งนิสัยและงบประมาณขอให้ทุกคนสนุกกับการเลี้ยงงูบอลไพธอนนะครับ! ผ่านข้อ 2 ไปได้ ก็เหมือนผ่านปราการสำคัญแล้ว 😆✨หากต้องการเลี้ยงงูบอลไพธอนสามารถเลือกชมได้ที่ Repttown.com ใช้งานง่าย มีงูให้เลือกเยอะไม่ต่ำกว่า 10,000+ รายการ มีฟาร์มชั้นนำไม่ต่ำกว่า 1,000 ฟาร์มทั่วไทยที่ได้รับการยืนยันตัวตน

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 25 ม.ค. 25

อ่าน 127 ครั้ง

งูฮอคโนสเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยง Hognose Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttown

งูฮอคโนสเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยง Hognose Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยง Hognose Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttownวันนี้ Repttown ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ Hognose Snake งูสายพันธุ์เล็กที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารักและเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เริ่มต้นเลี้ยงงู Exotic เราได้รวบรวมข้อมูลสำคัญเพื่อให้คุณเข้าใจลักษณะเฉพาะ วิธีการเลี้ยง และการดูแลอย่างถูกต้องประวัติความเป็นมาของ Hognose SnakeHognose Snake เป็นงูในวงศ์ Colubridae ที่มีจมูกโด่งคล้ายพลั่วซึ่งช่วยให้พวกมันขุดทรายหรือดินเพื่อซ่อนตัวหรือหาอาหาร พวกมันมีลักษณะนิสัยน่ารักและไม่มีพิษร้ายแรงต่อมนุษย์สายพันธุ์ของ Hognose SnakeHognose Snake แบ่งออกเป็นหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนี้Western Hognose Snake (Heterodon nasicus)ถิ่นกำเนิด: อเมริกาเหนือ เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดาลักษณะเด่น: มีสีสันหลากหลาย เช่น น้ำตาล เทา ส้ม หรือเหลือง และมีหลากหลาย morph เช่น Albino, Axanthic, Toffee, และ Lavenderความยาว: 50-90 เซนติเมตรเป็นสายพันธุ์ยอดนิยมในวงการเลี้ยงงู ExoticEastern Hognose Snake (Heterodon platirhinos)ถิ่นกำเนิด: ตะวันออกของสหรัฐอเมริกาลักษณะเด่น: สีพื้นน้ำตาลเข้ม ดำ หรือเขียวมะกอก มักมีลวดลายไม่ชัดเจนความยาว: 60-120 เซนติเมตรเป็นสายพันธุ์ที่มีพฤติกรรม “เล่นตาย” อย่างชัดเจนเมื่อถูกรบกวนSouthern Hognose Snake (Heterodon simus)ถิ่นกำเนิด: ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาลักษณะเด่น: ขนาดเล็กกว่า Hognose สายพันธุ์อื่น และมีสีค่อนข้างซีด เช่น น้ำตาลอ่อนและส้มอ่อนความยาว: 40-60 เซนติเมตรสายพันธุ์นี้เริ่มพบได้น้อยในธรรมชาติPlains Hognose Snake (Heterodon nasicus nasicus)ถิ่นกำเนิด: ทุ่งหญ้าของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาลักษณะเด่น: ลวดลายคล้าย Western Hognose แต่มีสีที่อ่อนกว่า เช่น น้ำตาลอมเทาความยาว: 50-90 เซนติเมตรเป็นชนิดย่อยของ Western Hognose ที่นิยมเลี้ยงเช่นกันDusty Hognose Snake (Heterodon gloydi)ถิ่นกำเนิด: ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาลักษณะเด่น: สีและลวดลายคล้าย Eastern Hognose แต่มีสีออกเทาและซีดกว่าชัดเจนความยาว: 50-80 เซนติเมตรMexican Hognose Snake (Heterodon kennerlyi)ถิ่นกำเนิด: เม็กซิโกและบางส่วนของสหรัฐอเมริกาลักษณะเด่น: สีโทนดำหรือน้ำตาลเข้ม และมีลวดลายจางกว่าสายพันธุ์อื่นความยาว: 40-70 เซนติเมตรMadagascar Hognose Snake (Leioheterodon spp.)ถิ่นกำเนิด: เกาะมาดากัสการ์ลักษณะเด่น: มีขนาดใหญ่กว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา สีส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลเข้มและมีจุดดำกระจายทั่วตัวความยาว: 90-150 เซนติเมตรTri-Color Hognose Snake (Xenodon pulcher)ถิ่นกำเนิด: อเมริกากลางและอเมริกาใต้ลักษณะเด่น: สีสันสดใสคล้าย Milk Snake มีสีแดง ดำ และขาวเรียงกันความยาว: 60-90 เซนติเมตรสายพันธุ์นี้ไม่ใช่ Heterodon แต่ถูกจัดอยู่ในวงศ์เดียวกันลักษณะเด่นของ Hognose Snakeขนาดเล็ก: ความยาวเฉลี่ย 50-90 เซนติเมตรสีสันหลากหลาย: ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และ morph เช่น Albino, Toffee, Axanthicนิสัย: เชื่อง อ่อนโยน มีพฤติกรรมแปลก เช่น แสร้งทำเป็นตายเมื่อรู้สึกว่าถูกรบกวนวิธีเลี้ยง Hognose Snakeการเลี้ยง Hognose Snake ควรคำนึงถึงขนาดของที่อยู่อาศัยและความสะอาดอุปกรณ์ที่จำเป็น:ตู้หรือกรง: ควรมีพื้นที่เพียงพอ เช่น 20 แกลลอนสำหรับตัวเดียววัสดุปูพื้น: เช่น ทรายละเอียด กระดาษหนังสือพิมพ์ หรือพีทมอสที่หลบซ่อน: เพิ่มกล่องหลบซ่อนเพื่อความปลอดภัยระบบควบคุมอุณหภูมิ: อุณหภูมิในพื้นที่อุ่น 28-32°C และพื้นที่เย็น 22-25°CอาหารและโภชนาการHognose Snake กินหนูไมซ์ กบ หรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำวิธีการให้อาหาร:ให้อาหารทุก 5-7 วันละลายหนูไมซ์แช่แข็งก่อนให้งูการสืบพันธุ์ของ Hognose Snakeการสืบพันธุ์ของ Hognose SnakeHognose Snake ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ตัวเมียสามารถวางไข่ได้ประมาณ 10-25 ฟองต่อครั้ง โดยไข่จะฟักในระยะเวลา 50-60 วัน หากควบคุมอุณหภูมิประมาณ 26-30°Cโรคที่พบบ่อยใน Hognose Snakeโรคทางเดินหายใจ: เกิดจากอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมในที่อยู่อาศัยการติดเชื้อรา: พบได้ในพื้นที่ที่ความชื้นสูงเกินไปปัญหาการลอกคราบ: เกิดจากความชื้นที่ต่ำเกินไปหากพบอาการผิดปกติ เช่น งูเบื่ออาหาร หายใจเสียงดัง หรือเกล็ดลอกไม่สมบูรณ์ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคำถามที่พบบ่อยQ: Hognose Snake ราคาเท่าไหร่?A: ราคาขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสี โดยเริ่มต้นที่ประมาณ 5,000-15,000 บาทQ: Hognose Snake มีพิษหรือไม่?A: มีพิษเล็กน้อยที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และมักใช้กับเหยื่อขนาดเล็กเท่านั้นQ: Hognose Snake เหมาะกับมือใหม่หรือไม่?A: เหมาะอย่างยิ่ง เพราะพวกมันเลี้ยงง่าย เชื่อง และมีพฤติกรรมน่าสนใจหากคุณสนใจเลี้ยง Hognose Snake หรือกำลังมองหาอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง Exotic คุณสามารถเลือกซื้อสินค้าและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ที่ www.repttown.com เราพร้อมมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้คุณและสัตว์เลี้ยงของคุณ!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 16 ม.ค. 25

อ่าน 480 ครั้ง

งูคิงเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยง King Snake และ Milk Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttown

งูคิงเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยง King Snake และ Milk Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยง King Snake และ Milk Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttownวันนี้ Repttown ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ King Snake และ Milk Snake งูสายพันธุ์ที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และเหมาะสำหรับมือใหม่ที่เริ่มต้นเลี้ยงงู Exotic เราได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อให้คุณเข้าใจลักษณะเฉพาะ วิธีการเลี้ยง และการดูแลอย่างถูกต้องประวัติความเป็นมาของ King Snake และ Milk SnakeKing Snake และ Milk Snake เป็นงูในตระกูลเดียวกัน (Lampropeltis) มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง พวกมันมีความหลากหลายของลวดลายและสีสัน จึงได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้เลี้ยงสัตว์แปลกKing Snake มีชื่อเสียงจากการล่างูชนิดอื่นและสามารถกินงูพิษ เช่น งูหางกระดิ่งได้ ในขณะที่ Milk Snake มีลวดลายและสีสันที่คล้ายคลึงกับงูพิษ Coral Snake ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่ามันมีพิษ แต่จริง ๆ แล้ว Milk Snake ไม่มีพิษและเป็นงูที่เชื่องลักษณะเด่นของ King Snake และ Milk SnakeKing Snake และ Milk Snake มีความยาวเฉลี่ย 100-150 เซนติเมตร (บางสายพันธุ์อาจยาวถึง 180 เซนติเมตร) น้ำหนักประมาณ 500-1,000 กรัมสีสันและลวดลาย:King Snake มีสีดำ น้ำตาล หรือดำสลับขาว พร้อมลวดลายที่โดดเด่น เช่น ลายวงแหวนหรือแถบสีMilk Snake มีลวดลายสีแดง เหลือง และดำ คล้ายกับ Coral Snake โดยมีคำจำง่าย ๆ คือ "Red on Black, Friend of Jack. Red on Yellow, Kill a Fellow" (แดงติดดำปลอดภัย แดงติดเหลืองอันตราย)นิสัย:งูทั้งสองสายพันธุ์มีนิสัยอ่อนโยน ไม่ดุร้าย เชื่องง่าย และสามารถปรับตัวเข้ากับการเลี้ยงในกรงได้ดีวิธีเลี้ยง King Snake และ Milk Snakeการจัดที่อยู่อาศัยสำหรับงูทั้งสองสายพันธุ์จำเป็นต้องพิจารณาขนาดและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมอุปกรณ์ที่จำเป็น:ตู้หรือกรง: ใช้ตู้กระจกหรือกล่องพลาสติกที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ขนาดควรมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเลื้อยวัสดุปูพื้น: ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ หรือวัสดุรองพื้นที่ทำความสะอาดง่ายที่หลบซ่อน: เพิ่มที่หลบซ่อนเพื่อให้งูรู้สึกปลอดภัยระบบควบคุมอุณหภูมิ: ควรรักษาอุณหภูมิประมาณ 26-29°C ในช่วงกลางวัน และลดลงเล็กน้อยในเวลากลางคืนอาหารและโภชนาการของ King Snake และ Milk Snakeอาหารหลัก:งูทั้งสองสายพันธุ์กินหนูเป็นหลัก (หนูไมซ์แช่แข็ง) และอาจกินไข่หรือนกขนาดเล็กวิธีการให้อาหาร:ให้อาหารทุก 7-10 วันละลายหนูไมซ์แช่แข็งก่อนให้งู โดยใช้ไดร์เป่าผมหรือน้ำอุ่นหลีกเลี่ยงการให้อาหารสดเพื่อป้องกันการบาดเจ็บการสืบพันธุ์ของ King Snake และ Milk Snakeงูทั้งสองสายพันธุ์ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยตัวเมียสามารถวางไข่ได้ประมาณ 10-20 ฟองต่อครั้ง ไข่จะใช้เวลาในการฟักประมาณ 50-70 วัน โดยต้องควบคุมอุณหภูมิระหว่าง 80-85°Fวิธีการอาบน้ำให้งู King Snake และ Milk Snakeการอาบน้ำทำได้ง่ายเพียงใช้ภาชนะขนาดพอดีกับตัวงู เติมน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำร้อนเด็ดขาด ควรอาบน้ำเป็นครั้งคราวเมื่อมีคราบสกปรกหรือในช่วงลอกคราบโรคที่พบบ่อยใน King Snake และ Milk Snakeโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ: เกิดจากอุณหภูมิหรือความชื้นที่ไม่เหมาะสมการติดเชื้อรา: พบได้หากพื้นที่เลี้ยงไม่สะอาดภาวะเครียด: เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมหรือการจับต้องบ่อยเกินไปหากพบอาการผิดปกติ เช่น งูเบื่ออาหารหรือมีแผลบนเกล็ด ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์คำถามที่พบบ่อยQ: King Snake และ Milk Snake ราคาเท่าไหร่?A: ราคาขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และลวดลาย โดยเริ่มต้นที่ประมาณ 3,000-5,000 บาทQ: งู King Snake และ Milk Snake มีพิษหรือไม่?A: ทั้งสองสายพันธุ์ไม่มีพิษ และปลอดภัยสำหรับผู้เลี้ยงQ: งูเหล่านี้เหมาะกับมือใหม่หรือไม่?A: เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากพวกมันเชื่องง่ายและไม่ต้องการการดูแลที่ซับซ้อนสำหรับใครที่กำลังมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ King Snake และ Milk Snake หรืออุปกรณ์สำหรับเลี้ยงสัตว์ Exotic คุณสามารถเลือกซื้อสัตว์เลี้ยงและสินค้าที่มีคุณภาพได้ที่ www.repttown.com เราได้รวบรวมฟาร์มชั้นนำจากทั่วไทยที่พร้อมมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงของคุณ!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 16 ม.ค. 25

อ่าน 343 ครั้ง

REPTALES v1.0.5a by ReptTown
All Right Reserved