
"ลิงเวอร์เว็ต" ช่วยตัวเองได้ ! เรื่องน่ารู้สุดพิสดารของเซ็กส์สัตว์โลก !
คำเตือน (บทความนี้ไม่เหมาะกับสมาชิกที่อายุน้อยกว่า 20 ปี คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการหาบทความเรื่องของสัตว์ไปเล่าให้ลูกๆฟังก่อนนอนหรือเรียนแบบ Home school ควรให้คำแนะนำหากจะนำไปเล่านะครับ) สุขสันต์วันวาเลนไทน์ มนุษย์เราที่มีคู่ส่วนใหญ่ก็จะหาเวลาเป็นส่วนตัวไปกินข้าว ไปดูหนัง ไปเที่ยวด้วยกันแบบตามลำพังสองคน ไปซื้อกล่องจุ่มที่ห้างมาแกะลุ้นกับแฟนแบบโมเม้นต์หวานๆหรือหยุมหัวตามประสาคู่รักที่แกะได้เกลือซ้ำทุกกล่อง แต่บ้างก็มุ่งเรื่องอย่างว่าจัดหนักจัดเต็มกว่าวันไหนๆในปี ในโลกของสัตว์เอง พฤติกรรมที่ค่อนข้างจะอีโรติกหรือทะลึ่งตึงตังเกินไปนั้นมีอยู่มากครับ ทุกคนทราบหรือไม่ว่า โลกนี้มีลิงที่ระบายทางเพศกับกวางได้ มีกิ้งก่าที่ชอบผสมพันธุ์กับตัวเมียที่ตายแล้ว มีนกเพนกวินที่ไซด์ไลน์แลกหินกับเซ็กส์ ! และมีค้างคาวที่ดูดปู๋ให้กันเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางสังคม ! เรารู้จักโลกของสัตว์แบบธรรมดาเกินไปจนอาจเบื่อกันแล้ว เรารู้จักโมเม้นต์โรแมนติกรักเดียวใจเดียวกันมากไป ถึงเวลาดำดิ่งไปโลกสุดอีโรติกกันบ้าง ! 1.การช่วยตัวเอง : Masturbation คือพฤติกรรมของสัตว์ตัวผู้และตัวเมียในการกระทำกับอวัยวะเพศของตัวเอง ซึ่งบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่คนกับไพรเมต แต่สัตว์อีกหลายชนิดเลย จะทั้งวาฬ อิกัวน่าทะเล แรด แมว สุนัข กวาง ม้าลาย และอื่นๆอีกเพียบที่รู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยวได้เช่นกัน จนต้องระบายกับตัวเองในไพรเมตนี่เด่นชัดมาก พวกลิงโลกเก่าอย่างลิงเวอร์เว็ต (Vervet monkey - 𝘊𝘩𝘭𝘰𝘳𝘰𝘤𝘦𝘣𝘶𝘴 𝘱𝘺𝘨𝘦𝘳𝘺𝘵𝘩𝘳𝘶𝘴) (ตัวในภาพ) และพวกลิงบาบูนตัวผู้มักชอบช่วยตัวเองเพื่อเช็คสุขภาพของตัวเองเป็นประจำ ทั้งการชิมและประเมินสุขภาพของตัวเองก่อนเข้าช่วงผสมพันธุ์ 2.เกย์ & เลสเบี้ยน : รักเพศเดียวกันในโลกของสัตว์นั้นถือเป็นปกติครับ ส่วนมากเป็นสัตว์สังคมที่อาศัยกันเป็นกลุ่ม มีพฤติกรรมทางสังคมด้านเพศเดียวกันแบบถึงตัวสุดๆก็มีบ้าง อย่างเช่นสิงโตตัวผู้ที่ชอบแสดงพฤติกรรมทับตัวผู้ตัวอื่นๆก็เพื่อกระชับมิตรการอยู่เป็นกลุ่มด้วยกัน การแสดงออกทางเพศเดียวกันนั้นมีด้วยกันหลายวิธี ทั้งการแสดงออกเรื่องการแนบชิดอิงแอบกันและกัน การแสดงพฤติกรรมเกี้ยวพาราสีต่อเพศเดียวกัน การแสดงท่าทางเหมือนขึ้นผสมพันธุ์ หรือแม้แต่การแสดงพฤติกรรมครองคู่เหมือนคู่รักจริงๆ 3.ท่วงท่าพิสดาร : ถ้าคิดว่ามนุษย์เรามีท่วงท่าแปลกแล้ว การผสมพันธุ์ของสัตว์ต่างๆบนโลกนี้ก็เพี้ยนและพิสดารกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นไส้เดือนที่แม้มีสองเพศในตัว แต่ก็ต้องมีสองตัวมาร่วมผสมแบบหัวท้าย 69 หรือจะเป็นตั๊กแตนตำข้าวที่ตัวผู้ยอมเสี่ยงตายเข้าหาตัวเมียจนหัวขาดแต่ช่วงล่างยังผสมอยู่แบบอัตโนมัติหรือจะเป็นเต่าบกที่ตัวผู้คร่อมร่างตัวเมีย แต่ตัวเมียก็ยังสนใจกับการกินพืชผักตรงหน้าแบบไม่สนใจอะไร หรือที่เพี้ยนสุดๆก็เพรียงทะเลที่สามารถยืดขนาดอวัยวะเพศตัวเองไปผสมกับตัวเมียที่อยู่ไกลออกไปเกือบฟุตนึงได้โดยไม่ต้องเขยิบไปหาใกล้ๆ ! ยังมีอีกเยอะครับกับเรื่องแบบนี้ แต่คิดว่าคงหยิบมาเล่าไม่หมดเพราะเดี๋ยวจะเบื่อกันเสียก่อนเลยเอาพอสังเขปพอครับ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับReferenceสัตว์โลกสัปดน โดย Salmon BookBagemihl, Bruce (1999). Biological Exuberance: Animal Homosexuality and Natural Diversity8 sex positions inspired by animals and insectshttps://www.metro.us/8-sex-positions-inspired-by-animals.../
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 22 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

"ฮิปโป" ว่ายน้ำไม่เป็น ! เรื่องน่ารู้ของฮิปโปโปเตมัส
ทุกคนรู้จักฮิปโป แต่รู้หรือไม่ว่าฮิปโปตัวใหญ่ๆหรือจะเป็นคู่แม่ลูกฮิปโปแคระอย่างหมูเด้งกับแม่โจน่าเนี่ย เป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำไม่เป็น เอ้า ! แล้วที่เห็นอยู่ในบ่อน้ำตามสวนสัตว์นี่ไม่ใช่ว่าลอยคออยู่หรือ เปล่าเลย ฮิปโปนั้นแค่ยืนอยู่ในน้ำเท่านั้นครับ เนื่องด้วยมวลกายของฮิปโปนั้นไม่สมดุลย์กับการลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำ ดังนั้นใครไปสวนสัตว์แล้วเห็นฮิปโปอยู่ในน้ำ นั่นแหละบริเวณนั้นน้ำตื้นระดับตัวมันนั่นเองนอกจากเรื่องนี้แล้ว ฮิปโปเป็นสัตว์ที่มีเรื่องแปลกเรื่องเพี้ยนอยู่ไม่น้อย การเป็นสัตว์บกหนัก 3-4 ตันที่แย่งตำแหน่งสัตว์บกขนาดใหญ่กับแรดขาวสลับไปมานี้ ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กับสัตว์อื่นๆเลย 1.เกิดมาเพื่ออยู่ในน้ำ : ถึงฮิปโปจะว่ายน้ำลอยตัวไม่ได้ แต่ฮิปโปวิวัฒนาการมาเพื่อเป็นสัตว์น้ำ อย่างแรกคือร่างกายที่ขนสั้นเกลี้ยงเกลาทั้งลำตัวประดุจใช้ไข่กรูมมิ่งโกนทั้งหมด ที่ทนต่อแสงแดดอันร้อนแรงของแอฟริกาได้ไม่ดีหากไม่อยู่ในน้ำ เท้าของฮิปโปบานออกเพื่อการเดินย่ำในเลนได้ ขณะที่ฮิปโปแคระอย่างหมูเด้งมีเท้ายกตัวสูงกว่าทำให้ท่าการเดินเหมือนสมเสร็จมากกว่านั่นเองปอดของฮิปโปจุออกซิเจนได้ดีจนกลั้นหายใจใต้น้ำนาน 5-15 นาที ฮิปโปสามารถนอนหลับใต้น้ำได้ เมื่อถึงเวลาต้องโผล่หายใจก็แค่ยกหัวขึ้นแล้วโผล่แค่ปลายปากและจมูกเพื่อสูดอากาศ ก่อนจะดำลงไปนอนหลับต่อใต้น้ำ ทั้งนี้ฮิปโปยังสามารถส่งเสียงใต้น้ำได้ผ่านจมูกโดยไม่ต้องอ้าปากอีกด้วย2.ครีมกันแดดส่วนตัว : รู้หรือไม่ ? เวลาฮิปโปขึ้นมานอนอาบแดดบนหาดริมตลิ่งแม่น้ำแอฟริกา ร่างกายจะหลั่งสารกรดจากต่อมบนร่างกายที่เรียกว่า "ฮิปโปซูโดริค" (Hipposudoric) เป็นสารรูปแบบกรดที่หลั่งออกมาเป็นหยดเหงื่อคล้ายเลือด หรือที่เรียกว่า "เหงื่อเลือด" มาชโลมผิวบนร่างกายต้านทานแดดเลียผิวฮิปโป ขณะที่ฮิปโปแคระอย่างหมูเด้งนั่นกลับหลั่งสารออกมาในรูปแบบเมือกสีขาวแทน ! ซึ่งเจ้าเมือกนี้มีคุณสมบัติคล้ายกับเหงื่อเลือดของฮิปโปตัวใหญ่เลย แต่มาในรูปแบบโฟม ในวันไหนที่อากาศร้อนจัดมากๆ ฮิปโปแคระจะหลั่งเมือกออกมาเยอะ เวลาลงน้ำก็จะเกิดเป็นฟองขาวรอบตัวเหมือนฟองผงซักฟอกในเครื่องซักผ้า ด้วยเหตุนี้ทั้งฮิปโปตัวใหญ่และฮิปโปแคระเลยเลือกจะออกมาหากินบนบกเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น 3.เรื่องของอึ : ฮิปโปนั้นมีพฤติกรรมประกาศอาณาเขตด้วยการขับถ่ายอึออกมาแล้วทำการสะบัดส่ายหางรัวๆเพื่อกระจายอึของตัวเองในอาณาบริเวณที่ตัวฮิปโปอยู่ อึไปไกลแค่ไหนเท่ากับนั้นคือเขตแดนครองของฮิปโปตัวนั้น จะพบบ่อยในฮิปโปตัวผู้ที่หวงเขตแดนลองนึกภาพฝูงฮิปโปจำนวนร่วม 50 ตัวอยู่ในบึงน้ำเดียว วันนึงฮิปโปขับถ่ายกันรวมๆแล้ววันละ 9.3 ตันเลยทีเดียว หากไม่ได้ปลาชนิดต่างๆคอยช่วยเก็บกินมูลของฮิปโป แม่น้ำและบึงน้ำในแอฟริกาก็คงไม่น่าพิสมัยจะดื่มสำหรับสัตว์หลายๆชนิดไปแล้ว 4.เกรี้ยวกราด : ฮิปโปเป็นหนึ่งในสัตว์บกขนาดใหญ่ที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่ง เป็นพวกหวงอาณาเขตรุนแรง หัวร้อนยิ่งกว่าผียักษ์ล่าผีส้น**เสียอีก การเตือนของฮิปโปคือการยืนอ้าปากกว้างเพื่อโชว์ฟันเขี้ยวและฟันตัดข่มขวัญ และหากไม่ฟังคำเตือนก็จะวิ่งเข้าใส่ทันทีด้วยความเร็วสูง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฮิปโปนั้นโจมตีและฆ่าคนตายปีนึงไม่ต่ำกว่า 500 คนต่อปี ส่วนใหญ่เป็นชาวประมงและนักท่องเที่ยวซาฟารีที่ล่องเรือในแม่น้ำแล้วโดนฮิปโปจับคว่ำเรือกะทันหันจนจมน้ำหรือโดนฮิปโปขย้ำซ้ำจนตายเพื่อรักษาเขตแดนให้ปลอดภัยจากผู้บุกรุก Reference10 Interesting Facts to Know About Hipposhttps://www.worldanimalprotection.us/.../10-interesting.../Zoobooks : Hippopotamus Hippo Poop Is Literally Suffocating Fishhttps://www.livescience.com/62593-hippo-poop-suffocates...Better red than deadhttps://www.theguardian.com/.../may/27/science.research1
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 22 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

"แมวดาว" "เสือปลา" ต่างกันอย่างไร ?
เนื่องด้วยแอดบิวเล็งเห็นปัญหาของสมาชิกกลุ่มในการจำแนกสัตว์ตระกูลแมวที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกโซเชี่ยลนั้นก็คือ "แมวดาว" กับ "เสือปลา" นั่นเอง ซึ่งหลายคนที่ส่งรูปเข้ามาในกลุ่มนี่ตัวอะไรทั้งหมดมักเป็นแมวดาวครับ แล้วน้องต่างกันอย่างไร มาดูความแตกต่างกันแบบคร่าวๆครับ แมวดาว (Mainland leopard cat - 𝘗𝘳𝘪𝘰𝘯𝘢𝘪𝘭𝘶𝘳𝘶𝘴 𝘣𝘦𝘯𝘨𝘢𝘭𝘦𝘯𝘴𝘪𝘴)- แมวดาวเป็นแมวป่าขนาดเล็กที่ยังไม่ถึงกับเล็กสุดในไทย เล็กที่สุดในไทยยกให้กับแมวป่าหัวแบน (Flat-headed cat) ที่เป็นญาติสนิทกับแมวดาวและเสือปลาแต่ใกล้สูญพันธุ์แล้ว - แมวดาวมีลำตัวแต้มสีดำเป็นจุดเด่นตามชื่อของมัน ขนตามลำตัวสีออกน้ำตาลเหลือง ขนท้องสีขาวเด่นชัดมาก- แมวดาวมีเส้นลายบนใบหน้ากลางหน้าผากเว้าเล็กน้อย รูปทรงจึงเหมือนกับนาฬิกาทรายและแจกันนั่นเอง ทั้งยังมีแต้มสีขาวตรงขอบลายชัดเจนมาก- แมวดาวนั้นสามารถพบได้ทั่วไปในประเทศไทย ทั้งยังเป็นแมวป่าที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนจนเสียชีวิตบ่อย และมักเจอลูกแมวดาวกำพร้าตามสวนและพื้นที่เผาไหม้- แมวดาวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 เสือปลา (Fishing cat - 𝘗𝘳𝘪𝘰𝘯𝘢𝘪𝘭𝘶𝘳𝘶𝘴 𝘷𝘪𝘷𝘦𝘳𝘳𝘪𝘯𝘶𝘴) - เสือปลาเป็นแมวป่าขนาดกลางที่ตัวใหญ่กว่าแมวดาวอย่างเห็นได้ชัด - เสือปลามีลำตัวสีเทา และลายแต้มเป็นสีเหมือนคราบสนิมหรือสีน้ำตาลชัดกว่าแมวดาวที่เป็นจุดสีดำ ขนท้องก็สีเทาเหมือนกับสีลำตัว - เสือปลามีเส้นลายบนใบหน้ากลางหน้าผากเป็นรูปทรงกระบอกน้ำกว้างไม่เว้าแบบแมวดาว ทั้งแต้มสีขาวบนใบหน้าก็ไม่เด่นเท่าแมวดาว - เสือปลาอาศัยอยู่ตามพื้นที่หนองน้ำและที่ชุ่มน้ำเป็นหลัก และยังเป็นหนึ่งในแมวป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งแล้ว เหลือในพื้นที่อนุรักษ์ไม่ถึง 6 แห่งในปัจจุบัน จึงมีโอกาสยากที่จะเจอมากกว่าแมวดาวนั่นเอง ประชากรมากสุดคือ พื้นที่ชุ่มน้ำสามร้อยยอด อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเสือปลาในพื้นที่อนุรักษ์นี้ทั้งหมด 67 ตัวเท่านั้น- เสือปลาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562แหล่งข้อมูลอ้างอิง แมวดาว https://www.britannica.com/animal/leopard-cathttps://wildcatconservation.org/wild-cats/asia/leopard-cat/https://animalia.bio/leopard-cathttps://wildcatsmagazine.nl/.../asian-leopard-cat.../ เสือปลา https://wildcatconservation.org/wild-cats/asia/fishing-cat/https://nationalzoo.si.edu/animals/fishing-cathttps://www.seub.or.th/bloging/knowledge/2023-178/https://www.seub.or.th/bloging/knowledge/2023-65/
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 22 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

"แมลงตด" กับพลังเคมีแห่งอัคนี เรื่องน่าสนใจของสัตว์ที่พ่นความร้อนดั่งเปลวไฟ
ถ้าช่วงนี้ถามว่า มีสัตว์อะไรที่ดูน่าสนใจ คงหนีไม่พ้นเจ้าตัวนี้ที่ดังอีกระลอกมาจากการแชร์คลิป Reel ของสมาชิกกลุ่ม มันคือ "แมลงตด" หรือด้วงดินระเบิด (Bombardier beetle) ซึ่งบนโลกของเราก็ดันมีมากถึง 500 ชนิดทั่วโลกยกเว้นแอนตาร์กติก เจ้าแมลงตัวนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากเท่าด้วงก้นกระดกที่เป็นแมลงมีพิษและกรดอันตราย ทว่าเจ้าแมลงตดนี้กลับมีพลังเคมีแห่งอัคนีเป็นของเด่นของดังบันลือโลก1.House of the Beetle !: รู้หรือไม่ว่า แมลงตดนี่แหละคือสัตว์เพียงพวกเดียวในโลกที่สามารถเปล่งพลังความร้อนหรือพลังแห่งอัคนีได้เท่านั้น ! ซึ่งในจินตนาการมนุษย์จะเข้าใจว่ามีแค่มังกรในเทพนิยายและซีรีย์ดังจะพ่นไฟออกมา แต่ความจริงแล้ว โลกเราไม่ได้อิงนิยายเพราะแมลงตดนี่แหละคือสัตว์ที่พ่นพลังเคมีผู้ร้อนดั่งเปลวไฟเผาผลาญได้ ฟังดูอาจจะโม้ ทันทีที่แมลงตดรู้สึกถึงภัย ร่างกายของมันจะปล่อยให้สารสองตัวผสมกัน คือ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogenperoxide) เมื่อสารสองตัวนี้ผสมกันภายในร่างกาย เกิดปฎิกิริยาทางเคมีและความร้อนส่งผลให้เกิดแก๊สและแรงดันในช่องท้อง พ่นละอองของสารพิษออกมาจากก้นมัน สารพิษนี้มีกลิ่นเหม็นฉุน บางครั้งอาจมีเสียงตดอีกด้วย ซึ่งเจ้าสารนี้นั้นมีอุณหภูมิสูง 100 องศาเซลเซียส ! ถ้าเทียบกับมังกร ก็คือไฟเผาอันร้อนแรง 2.กลไกอันน่าสะพรึง : ถ้าเจาะลึกกว่านี้คือ แมลงตดนั้นมีอวัยวะที่เก็บสารเคมีสองตัวนี้ไว้ในร่างกายที่ลักษณะเป็นต่อม เมื่อโดนคุกคาม ร่างกายจะหลั่งสารทั้งสองไปอยู่ในกระเปาะอวัยวะที่ทำให้สารสองตัวนี้ผสมกันในร่างกาย ขณะที่ผสมกันอยู่ เอนไซม์ตัวหนึ่งในร่างกายจะเกิดแก๊สความร้อนลอยตัวทำให้กล้ามเนื้อช่วงท้ายเกิดอาการเกร็งและปล่อยสารพ่นออกมา ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการที่พบได้ในแมลงแบบนี้ แล้วกรณีของมังกรละ มังกรในแฟนตาซีซีรีย์หลายเรื่องพ่นไฟออกมาจากการผสมของสารในร่างกายและประจุเชื้อเพลิงพ่นออกมาพร้อมกันอย่างมังกรในซีรีย์แฟนตาซี "Game of thornes" หรือจะเป็นมังกรที่พ่นไฟในลักษณะการสำรอกเชื้อเพลิงคล้ายกับการอ้วกพร้อมกับจุดประกายไฟขึ้นจากการกระดกลิ้นอย่างเจ้าเร้ดดราก้อนจาก "สูตรลับตำรับดันเจี้ยน" 3.ประยุกต์พลังอัคนี : นักวิทยาศาสตร์มองเห็นประโยชน์จากพลีงเคมีอัคนีของแมลงตนี้ จึงมีการนำประยุกต์มาใช้ในอุตสาหกรรมมากมาย อย่างที่ ETH Zurich University เขาได้ศึกษาสารเคมีของแมลงตดในการรักษาสภาพเงินขณะขนย้ายไปใส่ในตู้เอทีเอ็มไม่ให้เกิดการติดกันของธนบัตรเวลากดเงินจึงไม่มีใบเกินออกมานั่นเอง นอกจากนี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังใช้ศึกษาเรื่องความสามารถในการทนความร้อนของอวัยวะที่ปล่อยสารเคมีร้อนออกมาจากช่วงท้ายของแมลงตดด้วย เพื่อศึกษาเรื่องวัตถุกันไฟและความร้อนสูงขณะปฏิบัติการได้ เจ้าแมลงตดนี้อาจจะมีเรื่องให้เล่าน้อย แต่ความสามารถในการพ่นสารเคมีเป็นความร้อนออกมาเกือบ 100 องศาเซลเซียส ก็ทำให้มันเด่นและดังมากในโลกของสัตว์ReferenceBombardier Beetle - SPEAKZEASYhttps://speakzeasy.wordpress.com/.../14/bombardier-beetle/Hot Sprays: Defence in the Bombardier Beetlehttps://insectenvironment.com/.../hot-sprays-defence-in...Bombardier beetles and their caustic chemical cannonhttps://www.nhm.ac.uk/.../bombardier-beetles-and-their...
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 22 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

"ปลาแองเกลอร์" ผู้เกลียดแสงอาทิตย์ เรื่องน่าสนใจของปลาตกเบ็ดใต้ทะเลลึก
แอดบิวนั่งเกาหัวให้กับตรรกะทุ่งลาเวนเดอร์ที่บอกว่า ปลาแองเกลอร์ว่ายขึ้นมาเพื่ออยากเห็นแสงอาทิตย์ก่อนตายสักครั้งในชีวิต ซึ่งเป็นการสร้างโรแมนซ์ต่อชีวิตสัตว์โลกมากเกินไป การที่ปลาใต้ทะเลลึกจากโซนทไวไลท์ (ไม่ใช่แวมไพร์ทไวไลท์ซาก้านะ) ขึ้นมาเหนือน้ำบ่งบอกว่ามันกำลังป่วย ร่างกายมีปัญหา หรือตกใจบางอย่างจากเบื้องล่างที่มาจากธรณีภาค และวันนี้แอดบิวจะพาสำรวจเรื่องเพี้ยนเรื่องแปลกของปลาแองเกลอร์กัน1.ข้าไม่ชอบแสง มันจ้า มันร้อน ! : ไหนใครฮัมเสียงพี่ชาคริตกับประโยคตะกี้บ้าง ปลาแองเกลอร์เป็นปลาทะเลลึกที่อยู่ในความลึกประมาณ 200-1,000 เมตร ซึ่งพวกนี้จะใช้ชีวิตหลีกเลี่ยงจากแสงแดดหรือแสงยูวีทั้งสิ้น อันเนื่องด้วยผิวของปลาเหล่านี้บอบบางมากเมื่ออยู่ในทะเลลึกที่ความดันสูงกว่าโซนผิวน้ำ ทำให้พื้นที่ผิวหนังเสื่อมทันทีเมื่อว่ายขึ้นมาเหนือน้ำว่ากันว่า แค่สวมถุงมือสัมผัสปลาแองเกอลร์ก็อาจทำให้ผิวหนังติดมือมาเลย หรือแค่กระแทกกับตู้กระจกก็อาจทำให้มันตายได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยเห็นปลาแองเกลอร์ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในสภาพตัวเป็นๆ แต่เรามักเจอในสภาพของตัวดองในโหลมากกว่านั่นเอง ดังนั้นการที่ปลาแองเกลอร์ว่ายขึ้นมาเหนือน้ำถือว่าผิดปกติมาก2.คันเบ็ดเรืองแสง : ปลาแองเกลอร์ส่วนใหญ่จะมีอวัยวะที่เหมือนเสาอากาศเหนือหัวที่สามารถขยับไปมาหน้าหลังได้ เรียกว่า "เอสก้า" (Esca) โดยมันสามารถเรืองแสงได้จากการที่มีแบคทีเรียเรืองแสงมาช่วยให้เจ้าปลาแองเกลอร์สามารถล่าเหยื่อใต้น้ำที่มืดมิดได้นอกจากนี้แล้ว มันยังมีเอาไว้เรียกหาตัวผู้ให้เข้ามาใกล้เพื่อผสมพันธุ์กับตัวเมียด้วย อย่างที่เราทราบกันดีว่า ปลาแองเกลอร์ตัวเมียนั้นตัวใหญ่กว่าตัวผู้เกือบ 40 เท่า และเมื่อตัวผู้เจอตัวเมีย มันจะทำการเข้าประสานร่างรวมกับตัวเมียทันทีจนค่อยๆดูดกลืนเป็นส่วนหนึ่งของตัวเมียไป3.อยู่บนโลกมานาน : ปลาแองเกลอร์อยู่บนโลกนี้ตั้งแต่ช่วง 130 ล้านปีก่อนจนถึงยุคปัจจุบัน เท่ากับว่าเจ้าปลาจำพวกนี้ผ่านช่วงเวลาที่ทีเร็กซ์จัดมวยปล้ำประเคนศึกตัวต่อตัวกับเอ็ดมอนโตซอรัส (𝘌𝘥𝘮𝘰𝘯𝘵𝘰𝘴𝘢𝘶𝘳𝘶𝘴) และผ่านช่วงที่มนุษย์ค้นพบการคุมไฟครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งพวกมันก็เป็นปลาน้ำลึกมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ในปัจจุบัน ปลาแองเกลอร์มีภัยคุกคามน้อยมาก แต่ญาติของมันบางชนิดอย่าง Monkfish (𝘓𝘰𝘱𝘩𝘪𝘶𝘴 𝘴𝘱.) ที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารอันแสนแพงในประเทศแถบเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะในเกาหลีใต้และประเทศญี่ปุ่น ตับปลาญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง อังกิโมะ (鮟肝) ก็เป็นของตับปลา Monkfish นั่นเองReferenceAnglerfish Facts / National Geographichttps://www.nationalgeographic.com/.../fish/facts/anglerfishDeep-sea anglerfish / Monterey bay aquariumhttps://www.montereybayaquarium.org/.../deep-sea-anglerfishCREATURE FEATURE : Anglerfish / Ocean Twilight Zonehttps://twilightzone.whoi.edu/.../creature.../anglerfish/"Evolutionary history of anglerfishes (Teleostei: Lophiiformes): a mitogenomic perspective"https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC2836326/
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 18 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

นกเขาโชโครโร่ หนึ่งในนกเขาที่หายากที่สุดในโลก
นกเขาโชโครโร่ สูญพันธุ์ไปจากถิ่นกำเนิดเดิมเมื่อราวๆปี 1972 นกเขาโชโครโร่ (Socorro dove - 𝘡𝘦𝘯𝘢𝘪𝘥𝘢 𝘨𝘳𝘢𝘺𝘴𝘰𝘯𝘪) เหลือเฉพาะในที่เลี้ยงไม่กี่แห่งในสวนสัตว์ยุโรป เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์นี้เอาไว้ ทางสวนสัตว์ลอนดอนร่วมมือกับสวนสัตว์หลายแห่งในอังกฤษและเม็กซิโกช่วยกันฟื้นฟูประชากรนกชนิดนี้ก่อนจะส่งกลับถิ่นกำเนิดตอนนี้ถิ่นกำเนิดเดิมอย่างเกาะโชโครโร่ ประเทศเม็กซิโก ยังเต็มไปด้วยฝูงแกะและแมวจรจัด ซึ่งปัญหาใหญ่คือ แกะกับแมวนี่แหละที่ทำให้นกเขาถิ่นเดียวของเกาะนี้ต้องหายไปนานหลายปี แกะได้ทำลายพื้นที่อยู่อาศัย และแมวจรจัดก็ไล่ล่าเก็บกินนกเขาชนิดนี้บนเกาะจนสูญพันธุ์แผนฟื้นฟูประชากรเริ่มต้นในที่เลี้ยง โดยระหว่างนี้หน่วยงานอนุรักษ์ก็ทำการกวาดต้อนเอาแกะออกจากเกาะและกำจัดพวกแมวจรจัดให้หมดจากเกาะก่อน หลังจากที่ประชากรนกเขาโชโครโร่เริ่มดีขึ้น ก็จะทำการนำกลับสู่ถิ่นฐานเดิมเพื่อไม่ให้ติดสถานะว่าสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติReferenceExtinct-in-the-Wild doves welcomed, as part of project to restore the species to the wildhttps://www.londonzoo.org/.../three-extinct-wild-doves...
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 11 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

Cock-eyed squid หมึกผู้มีลูกตาใหญ่ไม่เท่ากัน
ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญของสัตว์ทุกชนิด แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากต้องเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตแบบดวงตาข้างนึงใหญ่อีกข้างนึงเล็ก เชิญพบกับ "หมึกตาเหล่" (Cock-eyed squid - 𝘏𝘪𝘴𝘵𝘪𝘰𝘵𝘦𝘶𝘵𝘩𝘪𝘴 𝘴𝘱.) เป็นหมึกน้ำลึกที่มีดวงตาขนาดที่แปลกไม่เหมือนใคร เพื่อสำหรับการดำรงชีวิตใต้ทะเลที่แสนมืดมิด- ในปี 2017 นักชีววิทยาได้ศึกษาตัวอย่างลักษณะดวงตาของหมึกตาเหล่ชนิดหนึ่ง พบว่าดวงตาซ้ายของหมึกพวกนี้ใหญ่กว่าดวงตาขวา เป็นเพราะทั้งสองข้างทำหน้าที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง โดยดวงตาซ้ายทำหน้าที่เห็นแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ที่ส่องมาใต้น้ำ ขณะที่ดวงตาขวาอีกข้างทำหน้าที่ไว้ตรวจจับการเรืองแสงของเหยื่อใต้น้ำลึก- เวลาหมึกชนิดนี้ล่าเหยื่อ มันจะว่ายน้ำอยู่ในท่าแนวตั้ง โดยให้ดวงตาซ้ายหันมามองด้านบน ส่วนอีกข้างคอยกวาดสายตามองหาเหยื่อที่กำลังเรืองแสงอยู่ในที่มืดของใต้ทะเลลึก การที่หมึกสกุลนี้มีดวงตาลักษณะแบบพิสดารนี้มันมีเหตุผล อันเนื่องด้วยมันทำงานคล้ายกับกล้องจุลทรรศน์ โดยที่ดวงตาซ้ายจะรับแสงมาแล้วรวมกันที่หน่วยประสาทตาส่องไปที่ตาข้างขวาเพื่อให้เห็นเหยื่อ- แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้นได้ เพราะหมึกชนิดนี้เป็นสัตว์ทะเลลึก การปรับตัวลักษณะรูปแบบดวงตาเพื่อการล่าจึงสำคัญ ก็ทำให้มีกลยุทธ์ปรับตัวที่ไม่เหมือนใครจริงๆ โลกใต้ทะเลลึกยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากที่คนยังไม่รู้อีกมาก ถือว่าเป็นเรื่องน่าสนใจมากเกี่ยวกับวิวัฒนาการการใช้ชีวิตแหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://octonation.com/meet-the-cockeyed-squid/https://uncharismatic-fauna.tumblr.com/.../uncharismatic...https://www.mbari.org/.../the-curious-eyes-of-the.../
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 1 ครั้ง

"Flea toad" สัตว์มีกระดูกสันหลังที่ตัวเล็กที่สุดในโลก
ความจิ๋วนั้นมีได้ทุกสิ่งอย่าง รองเท้าจิ๋ว นาฬิกาจิ๋ว น้องชายจิ๋ว แม้แต่ต้นไม้ก็จิ๋ว รวมไปถึงบรรดาสัตว์ต่างๆก็จิ๋วด้วยเช่นกัน อย่างเช่นนกฮัมมิ่งเบิร์ดผึ้ง (Bee humming bird) เป็นนกหรือไดโนเสาร์ที่ตัวเล็กที่สุดในโลก หรือจะเป็นค้างคาวคุณกิตติ (Kitti's hog nosed bat) ที่เป็นค้างคาวเล็กที่สุดในโลก และในบรรดาสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เล็กที่สุดแล้วละก็ ยกตำแหน่งให้ "Flea toad" (𝘉𝘳𝘢𝘤𝘩𝘺𝘤𝘦𝘱𝘩𝘢𝘭𝘶𝘴 𝘱𝘶𝘭𝘦𝘹) หรือคางคกหมัด- เจ้าคางคกตัวจิ๋วจากป่าฝนเขตร้อนในพื้นที่ป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล ได้รับตำแหน่งสัตว์มีกระดูกสันหลังที่ตัวเล็กที่สุดในโลกตัวล่าสุด ที่ได้ลงวารสาร Zoologica Scripta ฉบับล่าสุด โดยขนาดตัวของน้องมีขนาดตัวยาวไม่เกิน 6-7 มิลลิเมตร เท่ากับว่าขนาดตัวของน้องมีขนาดแค่วงเล็บนิ้วก้อยเท่านั้น- คางคกหมัดตัวเมียจะตัวใหญ่กว่าตัวผู้เล็กน้อย ซึ่งเป็นธรรมดาของกบและคางคกที่ตัวเมียมักใหญ่กว่าตัวผู้ คางคกชนิดนี้เป็นกบและคางคกที่ไม่มีระยะลูกอ๊อด เกิดมาแล้วพัฒนาเป็นคางคกตัวเล็กแต่กำเนิด ถึงจะชื่อคางคก แต่ความจริงแล้วพวกนี้เป็นสมาชิกวงศ์ Brachycephalidae หรือวงศ์คางคกหลังอาน (Saddleback toad) ญาติห่างๆกับ Rainfrog ในอเมริกาใต้- คางคกหมัดเป็นสัตว์จำพวกกบที่ส่งเสียงร้องเงียบมาก โดยส่วนใหญ่ ตัวที่ร้องมักเป็นตัวผู้ ร้องเพื่อหาคู่ผสมพันธุ์ในช่วงหน้าฝน ตัวผู้หวงเขตแดนมากมักปกป้องเขตจากผู้บุกรุก เวลาตกใจกลัวก็สามารถกระโดดหนีศัตรูได้สูง 1 เมตร นั้นก็อาจเป็นที่มาของชื่อ คางคกหมัดก็เป็นได้ ที่ทำให้กระโดดสูงเหมือนกับตัวหมัด ! และเช่นเดียวกับญาติตัวอื่ คางคกหมัดมีพิษ เป็นพิษต่อระบบประสาทแบบอ่อนๆที่ไม่สามารถฆ่าใครได้เท่าพวกกบศรพิษ แต่แหล่งที่มาของพิษก็คล้ายกัน กินด้วงและแมลงมีพิษแหล่งข้อมูลอ้างอิงWendy H. Bolaños et al, Zooming in on amphibians: Which is the smallest vertebrate in the world?, Zoologica Scripta (2024).https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/zsc.12654
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

ส้วมของกระแต ความสัมพันธ์ของกระแตภูเขากับหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ส้วมของกระแต ความสัมพันธ์ของกระแตภูเขากับหม้อข้าวหม้อแกงลิงทุกวัน มนุษย์เราตื่นเช้ามาก็เข้าขับถ่ายที่ส้วมส่วนตัว แต่ทว่าสัตว์โดยทั่วไปนั้น ส้วมส่วนตัวในป่าใหญ่นั้นไม่ได้มีบ่อย มีสัตว์อยู่ชนิดหนึ่งที่ใช้ส้วมส่วนตัวเพื่อให้ส้วมดำรงอยู่ต่อไป มันคือ กระแตภูเขา (Mountain tree shrew - 𝘛𝘶𝘱𝘢𝘪𝘢 𝘮𝘰𝘯𝘵𝘢𝘯𝘢) กระแตชนิดหนึ่งจากเกาะบอร์เนียว ที่ขับถ่ายลงส้วมส่วนตัวอย่างต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงนั่นเอง !- ในปี 2010 นักชีววิทยาพบพฤติกรรมสุดแปลกนี้ที่ภูเขาคินาบาลูในรัฐซาบาห์ เกาะบอร์เนียว เมื่อพวกเขาเฝ้าสังเกตกระแตภูเขาตัวหนึ่งไปกลับระหว่างจุดนอนหลับและต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงต้นเดิมๆทุกเช้า ซึ่งเจ้ากระแตมาที่ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นประจำนี้ก็เพื่อเลียกินสารหวานเหมือนน้ำตาลบริเวณฝาต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง (Pitcher lid) หลังกินมื้อเช้าสุดหวานฉ่ำแล้ว ก็อึลงในหม้อข้าวหม้อแกงลิงปิดท้ายแล้วจากไป- พวกเขาพบว่า กระแตภูเขามีพฤติกรรมนี้กับต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง 3 ชนิดในสกุล 𝘕𝘦𝘱𝘦𝘯𝘵𝘩𝘦𝘴 ซึ่งทั้งสามชนิดนั้นเป็นพืชกินแมลงและสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร และการที่พวกมันได้รับอึของกระแตภูเขา ก็ช่วยให้มันได้รับสารอาหารเต็มที่จากการกินของกระแตที่เป็นสัตว์กินทั้งพืชและสัตว์ นี่เป็นการช่วยเพิ่มปุ๋ยให้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงไปในตัว แล้วกระแตพวกนี้ก็จำต้นส้วมของตัวเองได้เสมอ !- ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงทั้งสามชนิดสามารถดำรงชีวิตรอดจากการเลือกส้วมขับถ่ายของกระแต ต้นไม้ได้รับสารอาหาร แถมยังแบ่งสารอาหารให้สัตว์บางชนิดได้ดด้วย ไม่ว่าจะเป็นพวกค้างคาวกินผลไม้ที่แวะกินน้ำหวานจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงและช่วยกระจายพันธุ์พืชให้ บ่งบอกว่า ความสัมพันธ์ของสัตว์และพืชในระบบนิเวศ ส่งผลต่อชีวนิเวศแหล่งข้อมูลอ้างอิงMutualism between tree shrews and pitcher plants: perspectives and avenues for future researchhttps://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20861680/คลิปเจ้ากระแตภูเขามาขับถ่ายที่ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงhttps://youtu.be/TwL7K_loRjM?si=K47xA8Jm4igwhViW
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 6 ครั้ง

รักแท้หนึ่งเดียว "ไม่มีจริง !" เรื่องวุ่นๆของ Monogamy
"ไอ้ที่เขาเรียกว่าความรัก มันเป็นแค่ปฏิกิริยาทางเคมีกระตุ้นให้สัตว์ผสมพันธุ์ ความรู้สึกมันถาโถมแล้วค่อยๆจางหาย" ริค ซานเชซ นักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดที่สุดในโลกจักรวาลนึงกล่าวไว้ริคผมเชื่อคุณเรื่องนึงนะ เรื่องของ "Monogamy" หรือที่เรียกว่า "รักเพียงหนึ่งเดียว" เป็นแค่การที่สัตว์มีความรู้สึกกระตุ้นเพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ การทำงานร่วมกัน การอยู่ด้วยกันเป็นกฎเกณฑ์ที่ทำเพื่ออาณาเขต เพื่อแหล่งอาหาร และเผ่าพันธุ์ตัวเองสามารถเติบโตได้ และพฤติกรรมนี้ก็ถ่ายทอดออกไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน แต่เบื้องหลังที่ไม่มีใครเคยพูดถึงแม้แต่นักวิทยาศาสตร์- กว่า 90% ของชนิดนกที่เป็น Monogamy พบว่านกบางชนิดเองก็มีพฤติกรรมที่ไม่ได้น่ารักต่อคู่ครองมันเท่าไร อย่างเช่นนกจับแมลง Superb fairywren (𝘔𝘢𝘭𝘶𝘳𝘶𝘴 𝘤𝘺𝘢𝘯𝘦𝘶𝘴) นกขนาดเล็กจากออสเตรเลีย นักวิจัยศึกษาคู่รักนกคู่หนึ่งพบว่า ในตอนดึกสัญญาณเคลื่อนไหวของนกตัวเมียจากรังคู่มันหายไป แล้วกลับมาในเวลา 15 นาที โดยที่คู่ของมันไม่รู้ นั้นเป็นเพราะเจ้านกสาวลอบไปหาชู้ของมันมา มากสุดที่มีได้คือมีโลก 4 ใบคือ สามีตัวเองและชายอื่น 3 ตัว เท่ากับไข่ในรังมีอัตราส่วนของแฟนตัวเองแค่ 25% เท่านั้น เขามีแต่พรโลก 7 ใบ อันนี้นกโลก 4 ใบ- นกนั้นถูกวาดว่าเป็นสัตว์มีคู่เดียว แม้แต่กับไพรเมตที่เป็นแบบรักเดียวใจเดียวอย่างชะนี ก็มีปัญหาเรื่องการมีโลกอีกใบด้วย จากการที่บิวคุงได้ถามนักวิจัยชะนีไทย เขาก็ยืนยันว่า ชะนีก็เป็นสัตว์ที่นอกใจคู่ตัวเองได้เช่นกัน ซึ่งเกิดจากกรณีที่แหล่งอาหารในอาณาเขตไม่เพียงพอ หรือปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ตัวเมียก็ยอมมีโลกอีกใบสำรอง เผื่อตัวผู้คู่ของมันหมดน้ำยาก็จะขยับไปหาโลกใบอื่นแทน- ในมนุษย์นั้น การครองคู่เดียวก็ใช่ว่าเป็นทางเลือกจริงๆ มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่เปรียบเปรยความรักของตนเองเสมือนเป็นดั่งหงส์และนกกระเรียนในรูปปั้นน้ำแข็งแกะสลักงานแต่งงานตัวเอง แต่แท้จริงแล้ว คู่รักหญิงชายน่ะ มีอะไรซ่อนเร้นจริงๆหรือไม่ มนุษย์เราก็ไม่ต่างกับลิงชิมแปนซีและลิงกอริลล่า ที่ความจริงเราเป็น Polygamy กันมาแต่ไหนแต่ไร !- เหตุผลที่มนุษย์ยอมเป็น Monogamy แบบคิดกันเองนั้น ก็เพื่อระเบียบทางสังคมไม่ให้มีความวุ่นวายและมั่วสุมกันเอง กฎหมายห้ามให้สามีหรือภรรยามีโลกอื่นนอกจากคู่ตัวเอง แม่ห้ามมีสัมพันธ์กับลูกชายและลูกสาว ซึ่งถ้าเทียบกับญาติสนิทอย่างลิงโบโนโบ้ หรือลิงชิมแปนซีแคระ (Bonobo - 𝘗𝘢𝘯 𝘱𝘢𝘯𝘪𝘴𝘤𝘶𝘴) พบว่า ลิงเหล่านี้มีสังคมที่เรียบง่ายและปราศจากความวุ่นวายได้ เพียงแค่ใช้ความรักมาสร้างสันติกัน สมาชิกฝูงแสดงความรักแบบหลายแบบ กระทั่งสัมพันธ์กับลูกๆตัวเองในฝูงได้- ในวันวาเลนไทน์นี้ ไม่มีสัตว์ไหนเลยที่จะเหมาะสมกับการเป็นรักหนึ่งเดียวในชีวิต เท่ากับ "𝘋𝘪𝘱𝘭𝘰𝘻𝘰𝘰𝘯 𝘱𝘢𝘳𝘢𝘥𝘰𝘹𝘶𝘮" หรือหนอนตัวแบนชนิดหนึ่งที่บิวคุงขอให้สมญานามว่า "สัตว์ที่ครองคู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น" เมื่อหนอนสองตัวจับคู่กัน พวกมันจะเชื่อมร่างกายหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้วทำการกินเลือดปลาและผสมพันธุ์กันจนกว่าจะตายด้วยกัน.....แหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://youtu.be/bxQdLhOQf5c?si=M513N_hSAbvhrvJuhttps://www.allohealth.care/.../monogamy-isn-t-realistichttps://www.news-medical.net/.../Study-All-monogamous...https://www.facebook.com/share/v/xVHRnXHGi7LQRCDZ/...
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

เต่ายักษ์คืนถิ่นมาดากัสการ์
เมื่อช่วงราวปี 1,400 สิ่งมีชีวิตในมาดากัสการ์สูญพันธุ์ไปหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นลีเมอร์สล็อธ ฮิปโปแคระมาดากัสการ์ จระเข้โวอาย และนกช้าง แต่หนึ่งในสัตว์ที่เสียดายสุดๆกลับเป็นเต่ายักษ์ที่เคยอยู่ในมาดากัสการ์ พอการมาถึงของมนุษย์ เต่าพวกนี้ก็หายไป จนกระทั่งนักชีววิทยาทำสำเร็จ ด้วยการริเริ่มโครงการขยายบ้านของเต่ายักษ์อัลดาบร้า (Aldabra giant tortoise - 𝘈𝘭𝘥𝘢𝘣𝘳𝘢𝘤𝘩𝘦𝘭𝘺𝘴 𝘨𝘪𝘨𝘢𝘯𝘵𝘦𝘢) มาอยู่ในมาดากัสการ์- ช่วงปี 2018 นักชีววิทยาและนักนิเวศวิทยาทดลองนำเต่ายักษ์อัลดาบร้าจำนวน 12 ตัวแรกมาจากหมู่เกาะซีเชลล์มาอยู่ในเขตอนุรักษ์แห่งหนึ่ง ภายใต้การดูแลของแกรนท์ โจเซฟ นักนิเวศวิทยา เขาได้กล่าวว่า การนำเต่ากลับมาก็เพื่อช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศเสียหายจากการถูกวัวและเกษตรกรรมไร้คนดูแลกลับมาสมบูรณ์- ช่วงก่อนหน้านั้น มาดากัสการ์ไม่เคยมีพื้นที่แห้งแล้งกว้างขวางนัก แต่เมื่อมนุษย์เข้ามาก็ถางพื้นที่เลี้ยงสัตว์จนมีสภาพเป็นเหมือนซาวันน่าร้อนจัด สภาพอากาศแห้งลง ป่าไม้แปรสภาพจากป่าฝนเขตร้อนกลายเป็นป่าดิบแล้งและป่าละเมาะที่ติดไฟง่าย เกิดปัญหาไฟป่าบ่อยครั้งขึ้น และด้วยความที่เต่าบกเป็นสัตว์ที่ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศในเรื่องการสร้างทุ่งหญ้าและป่าของเกาะเสมือนเป็นช้างขนาดย่อม ก็ทำให้นักชีววิทยาตั้งใจจะทำแบบนี้เพื่อฟื้นเกาะมาดากัสการ์- เต่าจะหยุดปัญหาไฟป่าได้อย่างไร ? เต่าบกกินอาหารจำพวกหญ้าและผลไม้ที่มีเมล็ด พืชบางชนิดต้องการให้ระบบทานเดินอาหารของเต่ามาช่วยกระตุ้นการแตกตัวของเมล็ด ลำพังพวกเต่าเรเดียต้าและเต่าแองโกโนก้าที่ใกล้สูญพันธุ์คงจะไม่ไหวเพราะคนลักลอบล่าออกจากเกาะไป และเต่าแองโกโนก้าประชากรสุดท้ายในป่าก็มีแรนเจอร์คุมเข้ม เลยทำให้ระบบนิเวศมาดากัสการ์ไม่สมดุลย์ ปัญหาไฟป่าเลยมีบ่อยเพราะ แนวกันไฟจากต้นไม้น้อย และเต่าไม่ได้มาหว่านเมล็ดปลูกป่าเพิ่มให้กับป่าที่เสียหายจากไฟป่า- ผ่านไปหลายปี ปัจจุบันเต่าชุดแรก 12 ตัวได้ขยายพันธุ์ออกลูกมากแล้ว 158 ตัว ซึ่งรุ่นลูกจะได้รับถ่ายทอดยีนจากรุ่นพ่อแม่ที่ปรับตัวในมาดากัสการ์ได้ และพร้อมปล่อยสู่ธรรมชาติในอนาคตเมื่อพวกมันพร้อม มาช่วยทำหน้าที่แทนเจ้าเต่ายักษ์มาดากัสการ์ (Abrupt giant tortoise - 𝘈𝘭𝘥𝘢𝘣𝘳𝘢𝘤𝘩𝘦𝘭𝘺𝘴 𝘢𝘣𝘳𝘶𝘱𝘵𝘢) ที่จากโลกไปราว 600 ปีแหล่งข้อมูลอ้างอิงGrant S. Joseph et al, Fire incongruities can explain widespread landscape degradation in Madagascar's forests and grasslands,
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 1 ครั้ง

Common Hamster แฮมสเตอร์ยักษ์
แฮมสเตอร์ที่เราคุ้นเคยกันมักเป็นแฮมสเตอร์แคระ (Dwarf hamster) และแฮมสเตอร์ซีเรีย (Syrian hamster) หรือเจ้าไจแอนท์แฮมสเตอร์ ซึ่งบิวคุงเจอบ่อยมาก แต่น้องตัวนึงที่เรียกว่าเป็นต้นตำรับเกิดขึ้นในการเรียกแฮมสเตอร์ เป็นของ หนูแฮมสเตอร์ยุโรป (European hamster, Common hamster - 𝘊𝘳𝘪𝘤𝘦𝘵𝘶𝘴 𝘤𝘳𝘪𝘤𝘦𝘵𝘶𝘴) แฮมสเตอร์ยักษ์จากยุโรป- ชื่อ "แฮมสเตอร์" เป็นคำยืมจากภาษาเยอรมันที่เรียกว่า "hamstern" ที่แปลว่า "นักสะสม" ได้มาจากพฤติกรรมการหากินของแฮมสเตอร์ที่มักชอบเอาอาหารใส่กระพุ้งแก้มเอาไว้ปริมาณมากๆ แล้วเก็บสะสมเอาไว้ในโพรงนอนเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวอันแสนทารุณไปให้ได้- แฮมสเตอร์ยุโรปพบได้ในเขตบางพื้นที่ของยุโรป, เอเชียกลาง และรัสเซีย ซึ่งน่าเสียดายมากที่พวกมันมีประชากรหลงเหลือในธรรมชาติไม่ค่อยดีนัก จึงทำให้มันมีสถานะเป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งไปโดยปริยายตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020- แฮมสเตอร์ยุโรปนั้นขนาดตัวใหญ่มาก มันหนักถึง 400 กรัม ! เป็นรองของหนูตะเภาหรือหนูแกสบี้ ลักษณะเด่นคือมีขนออกน้ำตาลและแถบดำใต้ท้อง ใบหน้าและกระพุ้งแก้มมีแต้มสีขาว น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ มันแทบจะเป็นสัตว์ฟันแทะอายุยืนสุดเมื่อเทียบขนาดตัว โดยตัวที่อายุยืนสุดมีอายุขัย 8 ปี- แฮมสเตอร์ยุโรปเป็นสัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืนเป็นหลัก เป็นสัตว์ที่มีนิสัยชอบสะสมอาหารและเก็บเอาไว้กินช่วงขาดแคลน อาหารที่พวกแฮมสเตอร์เหล่านี้โปรดปรานสุดคือ เมล็ดพืชต่างๆ, ธัญพืช, รากไม้, หญ้า และแมลง โดยพวกนี้บรรจุอาหารเข้าไปในกระพุ้งแก้ม ที่สามารถเก็บอาหารได้ 20%,ของน้ำหนักตัว ! และพวกนี้สามารถตุนอาหารในรังปริมาณ 1-2 กิโลกรัม มากสุด 65 กิโลกรัม โดยระหว่างจำศีล จะตื่นขึ้นมากินอาหารทุก 5-7 สัปดาห์แล้วไปนอนต่อ- แฮมสเตอร์ยุโรปชอบอยู่ตามลำพัง อายุพร้อมผสมพันธุ์อยู่ที่ 43 วันขึ้นไป ตั้งท้องนาน 18-20 วัน ออกลูกครั้งละ 3-15 ตัวโดยเฉลี่ย เป็นสัตว์ที่มีอัตราการเจริญเติบโตว่องไวมาก แค่ 3 สัปดาห์ก็แยกตัวหากินตามลำพังได้แล้ว แต่น่าเศร้าที่พวกมันกลายเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งแล้ว ทั้งการทำไร่เกษตรกรรมและการใช้ยาฆ่าแมลง ส่งผลต่อชีวิตของแฮมสเตอร์ยุโรปไป แต่โชคยังดีที่มีการศึกษาและเพาะเลี้ยงเชิงอนุรักษ์ขึ้นในหลายประเทศทั่วยุโรปและรัสเซีย- ข่าวดีคือ มีงานวิจัยชิ้นล่าสุดของแฮมสเตอร์ยุโรปในรัสเซียและคาซัคสถาน พบว่าพวกมันสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนได้แล้วโดยที่ไม่กังวลหรือเครียดจนหลบหน้าหลบตาคนแบบแฮมสเตอร์ยุโรปโซนทวีปยุโรป ไม่แน่ว่าอนาคตของพวกมันอาจจะดีก็ได้แหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://www.nationalgeographic.com/.../common-hamster...https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30983146/https://www.zoo-leipzig.de/en/animal/feldhamster/https://www.livescience.com/27169-hamsters.html
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 2 ครั้ง

เขี้ยวฮิปโป ทำให้ฮิปโปเคี้ยวไม่ได้ !
ฮิปโปเป็นสัตว์กีบคู่กินพืชขนาดใหญ่ที่มีเอกลักษณ์ตรงฟันเขี้ยวขนาดใหญ่ที่ยาวกว่า 60 เซนติเมตร ยาวกว่าเขี้ยวของไดโนเสาร์อย่างไทแรนโนซอรัสเสียอีก แต่เพราะไอ้การมีเขี้ยวนี่แหละ ที่ทำให้ฮิปโปแตกต่างจากสัตว์กีบอื่นๆ ตรงที่มันเคี้ยวอาหารไม่ได้ ! เพราะอะไรกันนะถึงมีเขี้ยวแต่เคี้ยวไม่ได้- ในความจริงแล้ว ฮิปโปไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นนักกินแบบวัวและยีราฟที่กินอาหารแล้วเคี้ยวเอื้องตลอดเวลา แต่ฮิปโปวิวัฒนาการมาในสายของการเป็นนักสู้มากกว่า และการเป็นนักสู้จึงทำให้ฮิปโปทั้งสองเพศมีเขี้ยวทั้งคู่ แต่ตัวผู้จะมีเขี้ยวที่ยาวกว่าตัวเมีย และทรงหัวของตัวผู้จะดูเหมือนค้อนทุบขนาดใหญ่- นักชีววิทยากล่าวว่า การที่เขี้ยวของฮิปโปยาวขึ้นมา ทำให้รูปแบบฟันในช่องปากเปลี่ยนไปด้วย สัตว์กินพืชกีบคู่ส่วนมากเวลากินพืชคำนึงจะขยับขากรรไกรไปซ้ายขวาสลับกันเพื่อบดขยี้ผนังเซลล์และเซลลูโลสของพืชให้ง่ายต่อการย่อย แต่มีปัญหาอีกอย่างคือ กระพุ้งแก้มฮิปโปหนาและใหญ่ทำให้ฟันกรามอยู่ในตำแหน่งที่โดนปิดกั้น ดังนั้นฟันกรามของฮิปโปจึงแค่ช่วยล็อคอาหารกลืน- เมื่อฮิปโปเคี้ยวไม่ได้ ฮิปโปจึงใช้วิธีกินอาหารแบบตัดเอา คือกินอาหารแล้วใช้ฟันเขี้ยวในการตัดอาหารเป็นส่วนๆเข้าปากแบบขยับปากขึ้นลงเหมือนเลื่อยไม้ ฮิปโปนั้นกินหญ้าเป็นหลัก เวลางับอาหาร จะทำการขยับอ้าปากขึ้นลงเพื่อใช้เขี้ยวในการตัดออกเป็นส่วน ทำให้พืชที่กินเข้าไปเป็นคำเข้าไปย่อยต่อในกระเพาะอาหาร 4 ห้องเกือบสมบูรณ์ต่อแหล่งข้อมูลอ้างอิงChewing, dentition and tooth wear in Hippopotamidae (Hippopotamus amphibius and Choeropsis liberiensis)https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0291825
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 1 ครั้ง

แพะถ้ำ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวในโลกที่เป็นสัตว์เลือดเย็น
ความจริงแล้วอยากจะบอกว่า เจ้าแพะถ้ำเกาะบาเลอาเรส (Balearic Island cave goat - 𝘔𝘺𝘰𝘵𝘳𝘢𝘨𝘶𝘴 𝘣𝘢𝘭𝘦𝘢𝘳𝘪𝘤𝘶𝘴) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวในโลกที่เป็น Ectothermic แต่ก็กลัวจะไม่เข้าใจเลยใช้คำว่าเลือดเย็นไปก่อนละกัน โอเคเข้าเรื่องกันเถอะ..... ถ้าพูดถึงกลไกสร้างพลังงานให้กับร่างกายแล้ว ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดเป็นพวก Endothermic หรือที่ภาษาบ้านๆเรียกกันว่า "เลือดอุ่น" แต่ก็มีกรณีนึงที่พิเศษและแตกต่างออกไป อย่างในกรณีของเจ้าแพะถ้ำเหล่านี้- ชื่อแพะถ้ำ ไม่ได้แปลว่ามันอยู่ในถ้ำ แต่เพราะฟอสซิลของมันมักพบในถ้ำที่เกิดจากการสะสมกระดูกของหนูแพ็คแร็ท (Packrat) นั่นเอง มีชีวิตอยู่เมื่อราวๆ 5.3 ล้านปี ถึง 4,600 ปีก่อนคริสตกาล อาศัยอยู่บนเกาะบาเลอาเรส ประเทศสเปน ซึ่งเป็นเกาะที่มีสภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน แล้วทำไมสัตว์เลือดอุ่นอย่างแพะต้องกลายเป็นสัตว์เลือดเย็นด้วย- นักชีววิทยาศึกษามวลกระดูกพบว่า ผิวเนื้อเยื่อกระดูกส่วน Lamellar มีความคล้ายคลึงกับที่พบในจระเข้ ซึ่งมีผลต่อเรื่องการเจริญเติบโต แทนที่เจ้าแพะถ้ำจะเติบโตเป็นวัยเจริญพันธุ์ตั้งแต่อายุ 9 เดือนแบบแพะทั่วไป แต่มันกลับต้องเจริญเติบโตช้าถึง 12 ปีถึงจะสืบพันธุ์ได้ แบบเดียวกับจระเข้เลย อีกทั้งอวัยวะต่างๆในร่างกายก็ขนาดเล็กลงด้วยเพื่อลดการเสียพลังงานมากเกินไป พวกมันจึงไม่กระโดดโล้ดเต้นหรือปราดเปรียวนัก เป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า ซึ่งพวกมันได้พลังงานความร้อนจากการออกมาอาบแดดและหากินช่วงอากาศอบอุ่นเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน- ในเรื่องการเจริญเติบโตนั้น แพะทั่วไปจะมีฟันแท้ขึ้นครบตอนอายุ 2-3 ปี แต่ทว่าแพะถ้ำกลับต้องใช้เวลาในการเจริญเติบโตและมีฟันแท้ขึ้นครบตอนอายุ 6 ปี ! การเจริญเติบโตช้า แสดงให้เห็นว่าเจ้าพวกนี้ไม่เคยมีปัญหาเรื่องผู้ล่ามาลดประชากร ราวกับว่าแพะถ้ำไม่มีศัตรูตามธรรมชาติมานานมาก จนกระทั่งการมาของมนุษย์ยุคโบราณตอน 4,600 ปีก่อน แพะถ้ำก็สูญพันธุ์ไป- ในปัจจุบัน มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใช้ชีวิตแบบก่ำกึ่งแบบนี้อยู่ มันคือ ตัวอิคิดน่าหรือตัวกินมดหนาม (Echidna) ที่สามารถปรับอุณหภูมิร่างกายตัวเองตามสภาพแวดล้อมในสภาวะนอนหลับ และปรับเป็นร่างกายอุ่นได้ตอนกำลังเดินออกหากินและลาดตระเวนไปตามป่าแหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://www.iflscience.com/worlds-only-known-cold-blooded...
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

นกโดโด้ ไม่ได้โง่ !
ภาพลักษณ์ของเจ้านกโดโด้ (Dodo - 𝘙𝘢𝘱𝘩𝘶𝘴 𝘤𝘶𝘤𝘶𝘭𝘭𝘢𝘵𝘶𝘴) ที่หลายคนคิดกันคือนกหน้าตากลมอ้วนที่ดูซื่อๆ และก็ดูทึ่ม บางคนก็มองว่ามันทึ่มมากจนสูญพันธุ์ไป แต่จะกล่าวว่านกโดโด้เป็นสัตว์ที่โง่ก็ไม่ถูกครับ เพราะเพียงแค่เป็นนกเกาะที่ไม่เคยเห็นคนและสัตว์นอกแผ่นดินตัวเองมาก่อนจึงสูญพันธุ์ไป- นกโดโด้ไม่ใช่นกจำพวกเป็ดหรือไก่แต่อย่างใด แต่นกโดโด้คือนกพิราบชนิดหนึ่งที่บินไม่ได้ ! ซึ่งญาติสนิทที่สุดของนกโดโด้ที่หลงเหลือในปัจจุบันคือ นกชาปีไหน (Nicobar pigeon - 𝘊𝘢𝘭𝘰𝘦𝘯𝘢𝘴 𝘯𝘪𝘤𝘰𝘣𝘢𝘳𝘪𝘤𝘢) นกพิราบป่าที่ชอบใช้ชีวิตหากินทั้งบนต้นไม้และพื้นดินในหมู่เกาะห่างไกลในอันดามัน- เมื่อราว 20 ล้านปีก่อน บรรพบุรุษของนกโดโด้ที่เป็นนกพิราบจำพวกหนึ่งบินอพยพมายังหมู่เกาะแถบมหาสมุทรอินเดีย และหนึ่งในนั้นคือ หมู่เกาะมอริเชียสที่ก่อตัวจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล สวรรค์บนดินนี้ปราศจากนักล่าและภัยอันตราย ทำให้นกพวกนี้ปรับตัวลงมากินอาหารและใช้ชีวิตบนพื้น นกโดโด้อยู่ร่วมกับเต่ายักษ์ นกแก้ว กิ้งก่า และค้างคาวชนิดต่างๆ- นักบรรพชีวินวิทยาพบว่า นกโดโด้เคยผ่านวิกฤติภัยแล้งครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นราว 4,500 ปีก่อน ในตอนนั้นประชากรของนกโดโด้และสัตว์อื่นๆลดลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ประชากรของพวกมันก็ค่อยๆฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง จนกระทั่งการมาเยือนของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์มองว่านกโดโด้ไม่มีพิษภัยแถมไม่กลัวคน จึงทำให้ล่าง่าย และคนบางส่วนก็มาตั้งรกรากพาสัตว์ต่างถิ่นอย่างแมว, ลิง และหนูมาด้วย สัตว์ปศุสัตว์อย่างแพะแกะและหมูก็มา คนและแมวล่านกโดโด้ แพะแกะยึดพื้นที่หากินนกโดโด้ หนู ลิง และหมูกินไข่และลูกนกโดโด้ ทำให้นกโดโด้สูญพันธุ์ไปในที่สุด- ตลอดหลายปี คนก็เปรียบเปรยว่า นกโดโด้เป็นนกทึ่มและโง่เลยสูญพันธุ์ แต่เอาเข้าจริงๆ นกเหล่านี้มีอะไรน่าสนใจมาก นักบรรพชีวินวิทยาพบว่า กล่องสมองของนกโดโด้มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว บ่งบอกว่ามันฉลาดไม่น้อย และรูปร่างมันก็ไม่ได้อ้วน แต่เต็มไปด้วยกลามเนื้อแน่นเหมือนนกกระจอกเทศ จึงทำให้นกโดโด้เวอร์ชั่นล่าสุดปี 2022 ดูสง่างามแบบตัวในภาพมากกว่านกอ้วน- แม้เวลาจะผ่านไป นกโดโด้ก็เป็นสัญลักษณ์แห่งการย้ำเตือนว่า เราคือสาเหตุที่ทำให้นกเหล่านี้ต้องจากโลกนี้ไป เพียงเพื่อเป็นอาหารและมองว่าพวกมันไร้ทางสู้จะทำอย่างไรกับมันก็ยังได้ และขึ้นชื่อว่ามนุษย์ อะไรที่พิเรนทร์มีได้เสมอหากกระทำกับสัตว์แบบนั้น ยากจะจินตนาการให้นึกขึ้นมาได้แหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://youtu.be/0EBFpj60LRY?si=DE47j-35dyG1vgPZhttps://www.nationalgeographic.com/.../the-dodo-gets-a...https://museummodelmaking.wordpress.com/2021/12/19/dodo/
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

อัลลิเกเตอร์ท้าหิมะ ความลับแห่งการเอาตัวรอดของเกเตอร์
ในสหรัฐอเมริกา ลมหนาวและหิมะปกคลุมไปทั่วพื้นที่รัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ สัตว์เลื้อยคลานผู้ดำรงเผ่าพันธุ์มาตั้งแต่ช่วงยุคครีเตเชียส พบเจอกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างอัลลิเกเตอร์อเมริกา (American alligator - 𝘈𝘭𝘭𝘪𝘨𝘢𝘵𝘰𝘳 𝘮𝘪𝘴𝘴𝘪𝘴𝘴𝘪𝘱𝘱𝘪𝘦𝘯𝘴𝘪𝘴) ที่ต้องเผชิญหน้ากับความหนาวเย็นเกือบ 10-20 องศาเซลเซียส !- อัลลิเกเตอร์เป็นสัตว์เลื้อยคลาน พวกมันสร้างพลังงานความร้อนที่รับจากภายนอกร่างกาย หรือที่เรียกว่า "Ectotherm" พวกมันใช้การนอนอาบแดดและรับความร้อนเข้ามาในร่างกาย ทำให้กระบวนการต่างๆทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วถ้าหากเป็นฤดูหนาวที่หิมะตกละ พวกมันอยู่รอดได้อย่างไร ?- อัลลิเกเตอร์และจระเข้เหนือชั้นกว่าสัตว์เลื้อยคลานจำพวกอื่น ตรงที่ร่างกายของมันปกคลุมด้วยผิวหนังที่มีคุณสมบัติพิเศษเรียกว่า "Osteoderm" มีการวิจัยพบว่า ผิวหนังของอัลลิเกเตอร์สามารถดูดซับพลังงานความร้อนจากแสงแดดที่ส่องลงมาท่ามกลางหิมะได้ และส่วนแผ่นหลังนั้นก็ทำหน้าที่เสมือนเป็นโซลาร์เซลล์ที่มีเส้นเลือดฝอยกระจายตัวบริเวณแถบผิวหนังดูดซับเอาความร้อนจากแสงอาทิตย์เร่งกระบวนการเมตาบอลิซึ่มมาสร้างเป็นความร้อนให้ร่างกาย- กรณีที่โดนน้ำแข็งแช่อยู่ในน้ำนานเกือบหลายเดือน อัลลิเกเตอร์ยังคงอยู่รอดได้แม้ได้รับพลังงานความร้อนจากสภาพแวดล้อมน้อย เป็นกระบวนการที่เรียกว่า "Brumation" คล้ายกับการจำศีลในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่มันก็ยังคงหายใจได้ เพื่อให้อยู่รอดจนกว่าน้ำแข็งละลาย อัลลิเกเตอร์จะโผล่ส่วนปลายปากและจมูกออกเพื่อให้ระบบทางเดินหายใจของมันยังทำงานหมุนเวียนออกซิเจนเป็นปกติเช่นเคย และปล่อยให้ร่างกายมีสภาวะกึ่งจำศีลรอจนกว่าน้ำแข็งละลาย เรียกพฤติกรรมนี้ว่า "Icing behavior"- เมื่ออากาศเย็น เท่ากับอัลลิเกเตอร์จะไม่อยากอาหารไปอีกนาน พวกมันจะกินน้อยลงเพื่อสงวนพลังงานความร้อนเอาไว้ในยามจำเป็นเท่านั้น ดังนั้นอัลลิเกเตอร์ในช่วงฤดูหนาวจึงมักไม่ค่อยขยับตัวนัก หากถูกคุกคามหรือเข้าใกล้ มันก็จะใช้พลังงานความร้อนที่มีผลักตัวเองลงน้ำหรือหลบไปที่ปลอดภัยก่อน นั้นคืออีกเหตุผลการเอาตัวรอดของสัตว์เลื้อยคลานที่อยู่ผ่านมหายุคไดโนเสาร์มาจนปัจจุบันได้แหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://www.seattletimes.com/.../what-do-lowcountry.../https://scaquarium.org/brumation/https://www.cajunencounters.com/.../too-cold-for-alligators/https://www.jstor.org/stable/3891973
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

𝘎𝘦𝘬𝘬𝘰 𝘬𝘢𝘪𝘺𝘢𝘪 จิ้งจกชนิดใหม่ของโลก !
𝘎𝘦𝘬𝘬𝘰 𝘬𝘢𝘪𝘺𝘢𝘪 จิ้งจกชนิดใหม่ของโลก !การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ (New species) คือหนึ่งในก้าวสำคัญที่จะแสดงให้เห็นความหลากหลายทางชีวภาพของชีวนิเวศนั้นๆ ล่าสุดที่ประเทศจีนค้นพบกิ้งก่าวงศ์จิ้งจกและตุ๊กแกชนิดใหม่ของโลก นามนั้นคือ "𝘎𝘦𝘬𝘬𝘰 𝘬𝘢𝘪𝘺𝘢𝘪" เป็นจิ้งจกที่อาศัยอยู่บนภูเขาต้าเปี๋ย ในมณฑลอันฮุย ประเทศจีน- ชื่อ "𝘎𝘦𝘬𝘬𝘰 𝘬𝘢𝘪𝘺𝘢𝘪" สะกดชื่อสปีชีส์ว่า "ไคไย" (ไม่ใช่ใครใหญ่ หรือ ไข่ใหญ่ !) มาจากชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของจีนนามว่า ศาสตราจารย์ไคไยโฉว จาก School of Life Sciences ในมหาวิทยาลัยเมืองหนานจิง เจ้าจิ้งจกชนิดนี้อาศัยอยู่บนภูเขาต้าเปี๋ยที่มีสภาพอากาศเป็นกึ่งเขตร้อนมรสุม ที่ใกล้เคียงกับสภาพอากาศของไทยตอนบน- นักวิจัยพบว่าไมโตคอนเดรียดีเอ็นเอของเจ้าพวกนี้มีความแตกต่างกันกับจิ้งจกและตุ๊กแกชนิดอื่นๆ โดยตัวอย่างสามตัวที่ได้มา พบว่าลักษณะลายและภายภาพนั้นแตกต่างจากจิ้งจกสกุลย่อย 𝘑𝘢𝘱𝘰𝘯𝘪𝘨𝘦𝘬𝘬𝘰 ชนิดอื่นๆ เลยทำให้เป็นจิ้งจกสปีชีส์ใหม่ของโลกไปเลย- และที่น่าสนใจก็คือ อุปนิสัยการป้องกันตัวที่แสนเกรี้ยวกราด ! จางไฉเหวิน นักวิจัยในทีมค้นพบบอกว่า นักสำรวจทุกคนในทีมโดนน้องกัดเกือบหลายครั้งมาก ทั้งนี้อุปนิสัยการป้องกันตัวในจิ้งจกขนาดกลางนั้นน้อยกว่าพวกตุ๊กแกขนาดใหญ่ แต่เจ้าจิ้งจกชนิดใหม่นี้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นว่า ถึงตัวจะเล็กแต่ก็สู้ตาย !แหล่งข้อมูลอ้างอิงA New Species of the Genus Gekko (Squamata: Sauria: Gekkonidae) from the Dabie Mountains, China.https://www.mdpi.com/2076-2615/13/24/3796
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

สิงโตออกล่าควายป่าบ่อยขึ้น เพราะ "มด"
กระแสเรื่องสิงโตตอนนี้มาแรงมาก แต่ผมไม่ขอพูดถึงเรื่องแบบนั้นที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสิงโต มันไม่ใช่ทางผมเลย ดังนั้นเราจะมาดูชีวิตของสิงโตในธรรมชาติกันดีกว่าครับอย่างที่ทุกคนทราบ สิงโตเป็นนักล่าสูงสุดของทุ่งหญ้าซาวันน่าในแอฟริกา เป็นสัตว์ที่ควบคุมประชากรสัตว์กินพืชหลายชนิดไม่ให้มีจำนวนมากเกินไป แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากชีวิตสิงโตถูกเปลี่ยนไป เมื่อการมาเยือนของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "มด"- แม้มดจะมีทั่วไปในแอฟริกา แต่มดชนิดดังกล่าวนี้ทำให้ระบบนิเวศทุ่งหญ้าซาวันน่าเปลี่ยนไปตลอดกาล มันคือ "มดหัวโต" (Big-headed ant - 𝘗𝘩𝘦𝘪𝘥𝘰𝘭𝘦 𝘮𝘦𝘨𝘢𝘤𝘦𝘱𝘩𝘢𝘭𝘢) มดรุกรานที่กระจายไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย พวกมันบุกยึดเขตทุ่งหญ้าซาวันน่า จู่โจมมดอะคาเซีย (Acacia ant - 𝘊𝘳𝘦𝘮𝘢𝘵𝘰𝘨𝘢𝘴𝘵𝘦𝘳 𝘴𝘱.) ที่อาศัยอยู่บนต้นไม้แล้วยึดอาณาเขต- ซึ่งมดอะคาเซียเป็นมดที่อาศัยบนต้นไม้ต่างๆในทุ่งหญ้าซาวันน่า พอมดอะคาเซียโดนมดหัวโตแย่งถิ่น ต้นอะคาเซียก็ไร้ผู้เตือนภัย เมื่อช้างมาหาอาหาร แทนที่จะโดนมดเตือนไล่ออกไป กลายเป็นช้างโค่นลงได้สบายๆจนต้นไม้ในทุ่งหญ้าโดนโค่นง่ายลง ทำให้เป็นพื้นที่หญ้าโล่ง แล้วก็ส่งผลต่อสิงโต- สิงโตบางฝูงในทุ่งหญ้าซาวันน่าใช้แนวต้นไม้เป็นที่กำบังเพิ่มโอกาสในการล่าม้าลายและแอนทีโลป แต่เมื่อต้นไม้น้อยลง พวกม้าลายและแอนทีโลปเห็นสิงโตง่ายขึ้น จึงทำให้เปอร์เซ็นต์การล่าพวกนี้ลดต่ำลงจาก 62% เป็น 22% และทำให้สิงโตต้องไปล่าเหยื่ออื่นที่ใหญ่กว่านั่นก็คือ ควายป่าแอฟริกา- นักวิจัยในทุ่งหญ้าซาวันน่าในเคนย่าพบว่า สิงโตฝูงที่พวกเขาศึกษา เปลี่ยนพฤติกรรมจากที่พวกมันไม่เคยล่าควายป่าเลย กลายเป็นว่าควายป่าคือเหยื่อที่สิงโตล่ามากที่สุด จาก 0% เป็น 42% ของเหยื่อที่สิงโตกิน บ่งบอกว่าสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและระบบนิเวศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้สรุปเป็นสายโซ่ก็ประมาณนี้ครับStart >> มดต่างถิ่นบุกรุก >> มดอะคาเซียโดนมดต่างถิ่นคุกคาม >> ต้นอะคาเซียและต้นไม้ต่างๆไร้การป้องกันจากมด >> ช้างสามารถโค่นต้นไม้ได้โดยไม่โดนมดเตือน >> สิงโตล่าม้าลายไม่ได้เพราะแนวกำบังน้อยลง >> สิงโตเลยออกล่าควายป่ามากขึ้นเพื่อความอยู่รอด !แหล่งข้อมูลอ้างอิงDisruption of an ant-plant mutualism shapes interactions between lions and their primary preyhttps://www.science.org/doi/10.1126/science.adg1464
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง

ลูกอ๊อดยักษ์ เมื่อลูกอ๊อดไม่กลายเป็นกบ
ลูกอ๊อดยักษ์ เมื่อลูกอ๊อดไม่กลายเป็นกบหากน้องตัวนี้เกิดในประเทศไทย อาจมีถูกจับไปขอหวยขอเลขเด็ดกันแน่นอน ที่เห็นอยู่ในภาพนี้คือ ลูกอ๊อดของกบบูลฟร็อกอเมริกา (American bullfrog - 𝘓𝘪𝘵𝘩𝘰𝘣𝘢𝘵𝘦𝘴 𝘤𝘢𝘵𝘦𝘴𝘣𝘦𝘪𝘢𝘯𝘶𝘴) ที่เติบโตเกินขนาดกว่าปกติ ! ยาวเกือบ 10 นิ้วจะขนาดเท่ากล้วยหอมแล้ว ! ซึ่งมันใหญ่ใกล้เคียงกับกบตัวเต็มวัยเลย ทว่ากลับไม่มีการพัฒนาตัวให้กลายเป็บกบตัวเต็มวัย เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าลูกอ๊อดตัวนี้กันแน่ ?- กระบวนการกลายสภาพหรือ Metamorphosis ของกบนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยการเหนี่ยวนำของฮอร์โมนตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า ฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid hormone) หรือฮอร์โมน TSH จากต่อมไทรอยด์กระตุ้นการพัฒนาตัว ด้วยปัจจัยของอุณหภูมิ แสง และสารอาหารที่ลูกอ๊อดกินเข้าไป กระตุ้นฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตจากลูกอ๊อดเป็นกบเต็มวัย- ในกรณีของลูกอ๊อดยักษ์นั้น บางทีมีสาเหตุได้ 2 สาเหตุ สาเหตุแรกคือ ต่อมไทรอยด์มีปัญหาที่ควบคุมฮอร์โมนในการพัฒนาตัวไม่ดีพอ จนทำให้ลูกอ๊อดขยายร่างเอาแต่ไม่พัฒนาส่วนอวัยวะอย่างขาขึ้นมา กับอีกสาเหตุคือ ปัจจัยโดยรอบไม่กระตุ้นฮอร์โมนเอง น้ำอาจเย็นไป หรือแสงไม่มากพอจะกระตุ้น ขณะเดียวกันสารอาหารไม่เกี่ยว เพราะพวกนี้ถ้าได้สารอาหารน้อยมันก็จะตาย แต่ถ้าตัวโตขนาดนี้แปลว่ามันกินอาหารมาก- เมื่อกบตัวเต็มวัยแล้ว ฮอร์โมนไทรอยด์จะหยุดทำงานเรื่องการเจริญเติบโตทันที ลองกลับมาดูเจ้าลูกอ๊อดยักษ์ ถึงตัวจะโตขึ้นแต่ทุกอย่างในร่างกายก็ยังคงสภาพเหมือนเดิมตั้งแต่เกิดออกมา และมันก็สามารถอยู่ได้นานเป็นปี เคยมีรายงานว่าลูกอ๊อดยักษ์แบบไม่กลายสภาพสามารถอยู่ได้เกือบ 8 ปี ! เป็นเรื่องสุดแปลกและมหัศจรรย์มาก !แหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://www.americanscientist.org/.../the-giant-tadpole...https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6521741/https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK9986/https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK10035/
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 3 ครั้ง

"โลน จากกอริลล่า สู่ "หะ-มอยคน"
ยามราตรี คู่รักชั่วคราวเสร็จกิจสมหลังดื่มหนักไม่รู้ตัวว่า มฤตยูสุดอีโรติกและสยองขวัญได้กระโจนข้ามจากผู้สาวมาหาผู้หนุ่มแบบไม่รู้ตัว ! พร้อมกับทำการหาทำเลในการขยายพันธุ์และส่งผลต่อร่างกายของผู้หนุ่ม นามของสิ่งมีชีวิตจิ๋วตัวนั้นก็คือ "โลน" (Crab louse - 𝘗𝘵𝘩𝘪𝘳𝘶𝘴 𝘱𝘶𝘣𝘪𝘴) เจ้าแมลงตัวจิ๋วผู้ขึ้นและสิงอยู่บน "หะ-มอย" ของคน !!- โลนนั้นมีรูปร่างหน้าตาแล้วคล้ายกับปู จึงได้ชื่อว่า "Crab louse" หรือเหาปู บ้างก็เรียกในอีกชื่อว่า "Pubic louse" เพราะว่าพวกมันมักจะขยายพันธุ์และอยู่อาศัยอยู่บนบริเวณ "หะ-มอย" หรือผมหัวหน่าวของคน ซึ่งเจ้าตัวโลนนี้ หากไม่ได้เกาะอยู่บนส่วนนั้นคนเป็นระยะเวลา 1-2 วัน มันก็จะตายครับ ฉะนั้นหนทางรอดของมันคือแพร่พันธุ์และดำรงชีพด้วยการกินเลือดของคนๆนั้นที่เป็นจะกลายเป็นพาหะติดต่อโรคผ่านการมีเพศสัมพันธ์และใช้ของร่วมกันกับคนอื่น- ตัวโลนนั้นไม่มีปีกบิน ดังนั้นวิธีที่พวกมันขยับร่างจากคนนึงไปอีกคนนึง ก็แค่เดินไต่ผ่านเส้นหะ-มอยและขนส่วนอื่นๆที่ประสานกันกับอีกคนไปยังพื้นที่ใหม่ โลนบางตัวสามารถขยายพันธุ์ได้ดีเมื่อเจอร่างกายของคนที่มีความแข็งแรงแต่ภูมิต้านทานต่ำต่อการติดเชื้อจากการดูดกินเลือดของตัวโลน- นักวิจัยพบว่า โลนนั้นเป็นแมลงปรสิตที่มีความใกล้ชิดกับตัวโลนชนิดหนึ่งในสกุลเดียวกันที่ชื่อว่า "โลนกอริลล่า" (Gorilla louse - 𝘗𝘵𝘩𝘪𝘳𝘶𝘴 𝘨𝘰𝘳𝘪𝘭𝘭𝘢𝘦) ที่น่าสนใจก็คือ เจ้าตัวโลนกอริลล่านี่มีพันธุกรรมที่ค่อนข้างเก่าแก่กว่าโลนที่ขึ้นบนมนุษย์ และมีความเป็นไปได้ว่า โลนที่ขึ้นบนหะ-มอยของคน มาจากการที่มนุษย์ยุคก่อนไปมีสัมพันธ์กับกอริลล่าเมื่อช่วงราว 3.3 ล้านปีก่อน ! และวิวัฒนาการกับแยกสปีชีส์ (Speciation) อยู่บนส่วนนั้นมาจนถึงปัจจุบัน- วงจรชีวิตของโลนนั้นแบ่งเป็น 3 ระยะ* ระยะที่ 1 - ไข่ (Nit) : ขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ไข่ของโลนมีสีขาว หรือสีเหลือง และมักจะเกาะอยู่ตามเส้นขน ใช้เวลาในการฟักตัวประมาณ 6-10 วัน* ระยะที่ 2 - ตัวอ่อน (Nymp) : อ่อนของโลนจะอาศัยอยู่ที่บริเวณอวัยวะเพศ และอาศัยเลือดของมนุษย์เป็นอาหาร หน้าตาเหมือนตัวเต็มวัย แต่ใช้ระยะเวลาเติบโต 2-3 สัปดาห์* ระยะที่ 3 - ตัวเต็มวัย (Adult) : หน้าตาแบบวัยอ่อนคือมีมีหกขา โดยขาหน้า 2 ขาจะใหญ่และมีลักษณะคล้ายก้ามปู ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ หากตัวโลนร่วงจากร่างกายมนุษย์ก็จะตายเองภายใน 1-2 วัน- โลนเป็นพาหะนำโรคติดต่อที่ชื่อว่า "Pediculosis pubis" อาการที่เห็นได้ชัดเลยคือ คันบริเวณอวัยวะเพศ และบริเวณทวารหนัก และส่วนอื่นๆเช่น ขนรักแร้, คิ้ว, ขนหน้าอก, หนวด, ขนตา เปลือกตา และเครา ซึ่งตรงดวงตานี้อาจทำให้เปลือกตาติดเชื้อได้อีก แต่หลักๆอาการคันจะอยู่ที่หะ-มอยเป็นหลัก ซึ่งสาเหตุก็มาจากการมีเพศสัมพันธ์และการใช้ของร่วมกันของคนที่มีตัวโลนเกาะ กลุ่มที่เสี่ยงเลยก็คือคนที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆกับคนที่ใกล้ผู้ป่วยนั่นเอง- วิธีรักษานั้นคือ โกนหะ-มอยออกครับ ซึ่งในกรณีผู้ป่วยต้องโกนให้หมด และทายารักษา ส่วนวิธีการป้องกันตัวโลนง่ายๆเลยคือ1.ดูแลสุขภาพอนามัยตัวเอง2.หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากพบเจอคนที่ไม่แน่ใจ3.ทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มเป็นประจำ4.หลีกเลี่ยงการใช้ของกับผู้ป่วย5.หากหายดีแล้ว ควรนำเครื่องนุ่งห่มทั้งหลายไปอบแห้งหรือซักในน้ำร้อนเพื่อกำจัดไข่โลนให้หมด- ท้ายนี้ ใครที่ไม่อยากให้ตัวโลนมาไต่เล่นบนหะ-มอยของคุณ ก็จงระวังให้ดี บางทีคนที่คุณนัดมีซัมติ่งในคืนนี้ อาจมีของขวัญฝากให้คุณก็ได้ ~แหล่งข้อมูลอ้างอิงhttps://www.cdc.gov/dpdx/pthiriasis/index.htmlhttps://www.nationalgeographic.com/.../question-of-the...https://www.newscientist.com/.../dn11330-pubic-lice.../https://www.pobpad.com/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%99-2
เขียนโดย BKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006
โพสต์เมื่อ 05 ก.พ. 25
อ่าน 0 ครั้ง