REPTALES
เรื่องราวสัตว์จาก ReptTown
หาบทความที่อยากอ่านไม่เจอใช่ไหม? อยากอ่านเรื่องไหน? ตามหาเรื่องถูกใจ เข้ามาที่นี่เลยยยย สารบัญของ RepTales

หาบทความที่อยากอ่านไม่เจอใช่ไหม? อยากอ่านเรื่องไหน? ตามหาเรื่องถูกใจ เข้ามาที่นี่เลยยยย สารบัญของ RepTales

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ RepTales แหล่งเล่าเรื่องราวสัตว์ของ Repttown ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาเราขอแนะนำตัวเองให้เพื่อนๆรู้จักก่อนRepttown.com เป็น Startup ที่เกิดจากกลุ่มนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ธรรมศาสตร์ ที่ชื่นชอบในการเลี้ยงสัตว์ ได้ลองพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อซัพพอร์ตผู้ที่เลี้ยงสัตว์, ผู้เพาะพันธุ์, และผู้ที่มีงานอดิเรกหรือประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์ โดยเราได้ผ่านการเข้ารอบในรายการ KU Startup League 2020 และ Startup Thailand League 2020 และล่าสุดในปี 2025 ก็ได้ปล่อยฟีเจอร์ใหม่ คือ " RepTales " นั่นเอง เข้าสู่สารบัญของ RepTales กันเล้ยยยยหมวดหมู่บทความจะถูกแยกเป็นตามผู้เขียน ***ถ้าเพื่อนๆต้องหาเฉพาะสัตว์สามารถหาได้ที่แถบค้นหาด้านบนเลย***กระต่ายAnixotic : ฟาร์มกระต่ายสายพันธุ์แท้ มาตราฐานอเมริกาและสัตว์เล็ก ที่จะมาเล่าเทคนิคต่างๆไม่ว่าจะสำหรับมือใหม่เช่นการเลือกซื้อ,ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกระต่าย ไปจนถึงสำหรับบรีดเดอร์เช่นการเลี้ยง, การเพาะพันธุ์ ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายยย>>> https://tales.repttown.com/?search=author:AnixoticงูบอลไพธอนLRP Ballpythons : ฟาร์มงูบอลไพธอนและผู้นำเข้างูบอลไพธอนจากทั่วทุกมุมโลก จะมาแนะนำเพื่อนๆทุกท่านเกี่ยวกับการจัดการปัญหาต่างๆไม่ว่าจะเป็นปัญหาสำหรับผู้เลี้ยงหรือฟาร์มเพาะพันธุ์ด้วยคำแนะนำจากฟาร์มและบรีดเดอร์ชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก>>> https://tales.repttown.com/?search=author:LRP%20BallpythonsProHerper Thailand : ห้องแลปสำหรับตรวจ DNA งูและสัตว์เลื้อยคลานโดยเฉพาะ ซึ่งเขาจะมาเล่าเรื่องในแนววิชาการ สำหรับผู้ที่ต้องการความเข้าใจแบบเชิงลึก>>> https://tales.repttown.com/?search=author:ProHerper%20Thailandแฮมสเตอร์Party's Hamstery : ฟาร์มแฮมสเตอร์ชั้นนำประสบการณ์หลาย 10 ปีที่จะมาส่งต่อความรู้แบบเชิงลึกสำหรับผู้ที่อยากทำฟาร์มแฮมสเตอร์สายประกวดต้องทราบ!!!>>> https://tales.repttown.com/?search=author:Party%27s%20HamsteryTea Garden Hamsters : เพจที่รวบรวมข้อมูลสำหรับแฮมสเตอร์แบบครอบจักรวาล ตั้งแต่ พันธุกรรมยีนสี ที่หาเป็บทความภาษาอังกฤษยังยากกก จนไปถึง แกะข้อมูลอาหารและผลิตภัณฑ์ของแฮมสเตอร์แทบทุกแบรนด์ในไทย พร้อมคำแนะนำแบบละเอียดยิบ ใครที่เลี้ยงแฮมสเตอร์บอกเลยว่า ห้ามพลาดดด>>> https://tales.repttown.com/?search=author:Tea%20Garden%20Hamstersหมวดหมู่ทั่วไปRepttown : บทความจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายสัตว์เลี้ยงและสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษอันดับท๊อปของไทย www.repttown.com ที่จะมาแนะนำเกี่ยวกับวิธีเลี้ยงสัตว์ชนิดพิเศษสายพันธุ์ต่างๆอย่างเข้าใจง่าย เพื่อประกอบการตัดสินใจ ในการเลี้ยงสัตว์ชนิดนั้นๆ>>> https://tales.repttown.com/?search=author:RepttownBKwildlifemaster - สุดยอดแฟนพันธุ์แท้สัตว์เลื้อยคลานปี 2006 : สุดยอดแฟนพันธุ์แท้แค่นี้ก็แทบไม่ต้องพูดถึงความเก่งกาจและความชำนาญของนักเขียนท่านนี้แล้ว คุณบิว BK ถูกเรียกว่าสารานุกรมสัตว์ป่าเคลื่อนที่ โดยเขาจะนำเรื่องราวของสัตว์ทั่วโลกมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านแบบแทบทุกวันที่นี่ บอกเลยว่าอ่านเพลินจนเช้าแน่นอนนน>>> https://tales.repttown.com/?search=author:BKwildlifemaster%20-%20%20%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202006

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 03 ก.พ. 25

อ่าน 17 ครั้ง


อยากเลี้ยงงูบอลไพธอนแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง? ไม่ต้องกังวล! มาเตรียมตัวให้พร้อมใน 5 นาที ด้วยคำแนะนำง่ายๆ ที่เข้าใจได้แบบไม่ซับซ้อน

อยากเลี้ยงงูบอลไพธอนแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง? ไม่ต้องกังวล! มาเตรียมตัวให้พร้อมใน 5 นาที ด้วยคำแนะนำง่ายๆ ที่เข้าใจได้แบบไม่ซับซ้อน

ข้อควรรู้ก่อนซื้องูบอลไพธอน [Ball Python]เคล็ดลับง่ายๆ ที่รู้แล้วเลี้ยงได้เลย พร้อมเริ่มแล้ว ไปกันเลย!1. ศึกษาให้ครบ รู้ลึก รู้จริงก่อนตัดสินใจซื้อน้องงู ควรรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา เช่นนิสัยอุปกรณ์ที่ต้องใช้อาหารเหตุผล: งูบอลไพธอนเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนถึง 20 ปี! นั่นหมายความว่าคุณจะต้องดูแลเขายาวนานเหมือนการมีแฟนเลยทีเดียว 🐍💖 ดังนั้น ต้องมั่นใจว่าเข้าใจและรับได้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขาก่อน2. ปรึกษาคนรอบข้าง (สำคัญมาก!)ย้ำ! ก่อนจะเลี้ยงงู ต้องถามความเห็นจากคนในบ้านหรือคนที่อยู่ด้วยกันก่อน เพราะบางคนอาจมีความกลัวหรือภาพจำที่ไม่ดีกับงู คุณต้องอธิบายให้น่าเชื่อถือและเข้าใจว่าน้องงูไม่ได้ดุร้าย3. ตั้งงบประมาณในใจราคาของงูบอลไพธอนเริ่มต้นที่ 500 บาทขึ้นไปเพศเมียมักจะมีราคาสูงกว่าเพศผู้ราคาขึ้นอยู่กับ Morph (ลวดลายและสีของงู)สามารถเช๊คราคางูบอลแต่ละ Morph ได้ที่ https://www.repttown.com/animals/snakes/ballpythonsตัวอย่างราคาตาม MorphNormal (สีแบบในธรรมชาติ): 500-1,500 บาทMorph ที่มีทั่วไปตามร้านขายสัตว์: 1,000+ บาทMorph หายาก: อาจแตะหลักแสน!เคล็ดลับ: เลือก Morph ที่ถูกใจและเหมาะกับงบประมาณ เพราะน้องงูจะอยู่กับเรานาน อย่าลืมว่าความผูกพันสำคัญกว่าราคานะ4. ซื้อที่ไหนดี?มี 2 ทางเลือก:ออนไลน์: เหมาะสำหรับคนที่มีประสบการณ์ แต่ต้องระวังปัญหา เช่น งูป่วย, โกงเพศ, หรือ Morph ไม่ตรงปกซื้อที่ร้าน: ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมือใหม่ เพราะคุณจะได้เห็นน้องตัวจริงและลองสัมผัสเพื่อดูว่าถูกใจไหมคำถามสำคัญตอนเลือกซื้อจากร้าน:นิสัยของงู: แต่ละตัวนิสัยไม่เหมือนกันอาหาร: กินหนูเป็นหรือหนูแช่แข็ง และ สายพันธุ์หนูที่ทางร้านหรือฟาร์มให้อยู่ตรวจเพศ: ชัวร์ว่าเป็นเพศที่ต้องการตรวจสุขภาพ: ตรวจน้ำลายในปากว่าสุขภาพดี5. เตรียมอุปกรณ์เลี้ยงให้ครบงบประมาณเริ่มต้นสำหรับอุปกรณ์เลี้ยงประมาณ 1,000 บาทรายการที่ควรมี:กล่องเลี้ยง: กล่องล็อคใส (ขนาด = 2 เท่าของความยาวงู) ราคา 2-500 บาทForcep: แหนบยาวใช้คีบอาหาร ราคา 100+ บาทถ้วยน้ำ: เลือกขนาดเล็ก 20 บาทอาหาร: หนูแช่แข็ง ราคา 10-60 บาท/ตัว ขึ้นอยู่กับขนาดรองพื้น: กระดาษทิชชู่แบบหนา/กาบมะพร้าวแห้ง/เปลือกไม้รองกรง/ซังข้าวโพดหรือวัสดุรองกรงอื่นๆ ราคา 10-50 บาท/รอบการเปลี่ยนหัวแร้งบัดกรี: สำหรับเจาะรูระบายอากาศในกล่องเลี้ยง(ในกรณีเลี้ยงในกล่องพลาสติกที่ไม่มีรู) ราคาประมาณ 100 บาทไดร์เป่าผม: ใช้อุ่นอาหารในกรณีใช้หนูแช่แข็ง (หากมีอยู่แล้ว ข้ามไปได้)6. ข้อควรจำการเลี้ยงงูต้องใช้เวลาและความอดทนการตัดสินใจของคนในครอบครัวสำคัญ อย่ามองข้ามเลือกงูที่เหมาะกับตัวคุณ ทั้งนิสัยและงบประมาณขอให้ทุกคนสนุกกับการเลี้ยงงูบอลไพธอนนะครับ! ผ่านข้อ 2 ไปได้ ก็เหมือนผ่านปราการสำคัญแล้ว 😆✨หากต้องการเลี้ยงงูบอลไพธอนสามารถเลือกชมได้ที่ Repttown.com ใช้งานง่าย มีงูให้เลือกเยอะไม่ต่ำกว่า 10,000+ รายการ มีฟาร์มชั้นนำไม่ต่ำกว่า 1,000 ฟาร์มทั่วไทยที่ได้รับการยืนยันตัวตน
Ballpython
งูบอลไพธอน
งู

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 25 ม.ค. 25

อ่าน 12 ครั้ง


 เต่าบกเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงเต่าบกสำหรับมือใหม่จาก Repttown

เต่าบกเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงเต่าบกสำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยงเต่าบกสำหรับมือใหม่จาก Repttownเต่าบก (Tortoise) เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่สง่างามและมีความน่ารักในแบบของตัวเอง ซึ่งเป็นที่นิยมเลี้ยงในหมู่คนรักสัตว์ Exotic ด้วยความเป็นสัตว์เลี้ยงที่สงบ เลี้ยงง่าย (หากมีพื้นที่และการดูแลที่เหมาะสม) รวมถึงมีอายุยืนยาว เต่าบกจึงเหมาะสำหรับผู้ที่พร้อมมอบความรักและการดูแลในระยะยาวรู้จักกับเต่าบกลักษณะทั่วไปที่อยู่อาศัย: เต่าบกมักพบในพื้นที่แห้งแล้ง ทุ่งหญ้า หรือเขตร้อนชื้นในหลากหลายภูมิภาคของโลกขนาดตัว: มีตั้งแต่เต่าบกขนาดเล็กอย่างเต่าดาวอินเดีย ไปจนถึงเต่าบกขนาดใหญ่อย่างเต่าอัลดราบ้าอายุขัย: เต่าบกบางสายพันธุ์สามารถมีอายุยืนถึง 50-100 ปี หรือมากกว่านั้นวิธีการเลี้ยงเต่าบก1. สถานที่เลี้ยงพื้นที่เลี้ยง: ควรมีพื้นที่กว้างขวาง เช่น สนามหญ้าหรือพื้นที่จัดสรรเฉพาะพื้นผิว: ใช้วัสดุปูพื้นที่เหมาะสม เช่น ดิน หญ้า หรือทราย (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์)ที่พักพิง: เต่าต้องการพื้นที่หลบซ่อน เช่น กล่องหลบหรือโครงสร้างจำลองโพรงแหล่งน้ำ: วางภาชนะน้ำตื้นสำหรับให้เต่าดื่มหรือแช่ตัว2. อาหารและโภชนาการอาหารหลัก: หญ้า ใบไม้ และพืชใบเขียว เช่น ใบตอง ใบชะพลูอาหารเสริม: เพิ่มแคลเซียม เช่น กระดองปลาหมึกหรือแคลเซียมผงหลีกเลี่ยง: อาหารที่มีน้ำตาลหรือโปรตีนสูง เช่น ผลไม้หรืออาหารสัตว์3. การควบคุมอุณหภูมิและแสงสว่างแสง UVB: จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์วิตามิน D3 เพื่อการดูดซึมแคลเซียมอุณหภูมิ: ควรอยู่ระหว่าง 25-35°C และควรมีพื้นที่อุ่นสำหรับการย่อยอาหาร4. การดูแลสุขภาพความสะอาด: ทำความสะอาดพื้นที่เลี้ยงและภาชนะน้ำเป็นประจำการตรวจสุขภาพ: หากเต่ามีอาการผิดปกติ เช่น ไม่กินอาหาร ควรปรึกษาสัตวแพทย์สายพันธุ์เต่าบกที่นิยมเลี้ยงในไทย1. เต่าดาวอินเดีย (Indian Star Tortoise)ชื่อวิทยาศาสตร์: Geochelone elegansขนาด: ความยาว 20-30 เซนติเมตรลักษณะเด่น: กระดองมีลวดลายรูปดาวที่สวยงามนิสัย: สงบ ชอบความสงบในที่ร่ม2. เต่าซูคาต้า (Sulcata Tortoise)ชื่อวิทยาศาสตร์: Centrochelys sulcataขนาด: ความยาว 60-90 เซนติเมตร (โตเต็มวัย)ลักษณะเด่น: กระดองใหญ่ ขาแข็งแรงเหมาะสำหรับการขุดนิสัย: เป็นมิตร ชอบเคลื่อนไหว3. เต่าเสือดาว (Leopard Tortoise)ชื่อวิทยาศาสตร์: Stigmochelys pardalisขนาด: ความยาว 30-50 เซนติเมตรลักษณะเด่น: กระดองมีลวดลายจุดคล้ายลายเสือดาวนิสัย: สงบ เลี้ยงง่าย4. เต่าเรเดียต้า (Radiated Tortoise)ชื่อวิทยาศาสตร์: Astrochelys radiataขนาด: ความยาว 30-40 เซนติเมตรลักษณะเด่น: กระดองมีลวดลายสีเหลืองรูปดาวนิสัย: ชอบอากาศอบอุ่นและพื้นที่สงบ5. เต่าอัลดราบ้า (Aldabra Tortoise)ชื่อวิทยาศาสตร์: Aldabrachelys giganteaขนาด: ความยาว 90-120 เซนติเมตร (โตเต็มวัย)ลักษณะเด่น: เต่าบกขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กระดองหนาและมีขาที่ทรงพลังนิสัย: สุภาพและปรับตัวได้ดี แต่ต้องการพื้นที่เลี้ยงที่กว้างขวาง6. เต่าเรดฟุต (Red-Footed Tortoise)ชื่อวิทยาศาสตร์: Chelonoidis carbonariaขนาด: ความยาว 30-40 เซนติเมตรลักษณะเด่น: มีขาหน้าสีแดงสดและกระดองมีลวดลายสีน้ำตาลนิสัย: มีความกระตือรือร้นและสามารถเลี้ยงในที่ร่มได้7. เต่ากรีก (Greek Tortoise)ชื่อวิทยาศาสตร์: Testudo graecaขนาด: ความยาว 20-25 เซนติเมตรลักษณะเด่น: กระดองโค้งมน สีเหลืองน้ำตาลนิสัย: เลี้ยงง่ายและปรับตัวได้ดี8. เต่าฮอร์สฟิลด์ (Russian Tortoise)ชื่อวิทยาศาสตร์: Testudo horsfieldiiขนาด: ความยาว 15-20 เซนติเมตรลักษณะเด่น: กระดองกลม สีเหลืองน้ำตาลอ่อนนิสัย: ขี้สงสัยและเคลื่อนไหวคล่องแคล่วกฎหมายเกี่ยวกับการเลี้ยงเต่าบกในประเทศไทยสถานะทางกฎหมาย:เต่าบกบางสายพันธุ์ เช่น เต่าเรเดียต้าและเต่าอัลดราบ้า อาจจัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครองผู้เลี้ยงต้องมีใบอนุญาตการครอบครองและเอกสารแสดงที่มาที่ถูกต้องการนำเข้าและส่งออก:เต่าบกอยู่ภายใต้อนุสัญญา CITES ดังนั้นการนำเข้าและส่งออกต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการดูแล:ผู้เลี้ยงต้องปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ เช่น จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและดูแลสุขภาพเต่าสรุปเต่าบกทุกสายพันธุ์มีเสน่ห์เฉพาะตัวและความต้องการที่แตกต่างกัน หากคุณกำลังมองหาเพื่อนรักที่มีชีวิตยืนยาวและน่ารัก เต่าบกอาจเป็นสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสำหรับคุณ หากคุณต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยงเต่า สามารถติดต่อ repttown.com เพื่อรับคำปรึกษาและอุปกรณ์ที่เหมาะสมได้เสมอ!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 23 ม.ค. 25

อ่าน 10 ครั้ง


เต่าซูคาต้าเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงเต่าซูคาต้า (Sulcata Tortoise) สำหรับมือใหม่จาก Repttown

เต่าซูคาต้าเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงเต่าซูคาต้า (Sulcata Tortoise) สำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยงเต่าซูคาต้า (Sulcata Tortoise) สำหรับมือใหม่จาก Repttownเต่าซูคาต้า (Sulcata Tortoise) เป็นหนึ่งในเต่าบกยอดนิยมที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวและเป็นที่ชื่นชอบของคนรักสัตว์เลี้ยงทั่วโลก ด้วยขนาดที่ใหญ่ แข็งแรง และนิสัยที่เป็นมิตร เต่าซูคาต้าเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงสัตว์แปลกและพร้อมดูแลระยะยาวรู้จักกับเต่าซูคาต้าลักษณะทั่วไปชื่อวิทยาศาสตร์: Centrochelys sulcataถิ่นกำเนิด: ทวีปแอฟริกา ในพื้นที่แห้งแล้ง เช่น ซูดาน เซเนกัล และมาลีขนาดตัว: โตเต็มที่ประมาณ 60-90 เซนติเมตร น้ำหนัก 30-50 กิโลกรัมอายุขัย: 50-70 ปี (หากดูแลอย่างเหมาะสม)จุดเด่น: มีเกล็ดหนาที่กระดอง ขาสั้นและแข็งแรงเหมาะสำหรับการขุดดินนิสัยและพฤติกรรมเต่าซูคาต้าเป็นสัตว์ที่สงบ และชอบเคลื่อนไหวเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมพฤติกรรมชอบขุดดินเพื่อหลบแดด เป็นธรรมชาติของพวกมันวิธีการเลี้ยงเต่าซูคาต้า1. สถานที่เลี้ยงพื้นที่กว้าง: ควรมีพื้นที่ให้เต่าเดินเล่นและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระพื้นดิน: เหมาะสำหรับการขุดดิน แต่ต้องมั่นใจว่าเต่าจะไม่ขุดหนีออกไปที่พักพิง: สร้างร่มหรือที่หลบแดด เพื่อให้เต่าหลบแดดในช่วงอากาศร้อนแหล่งน้ำ: มีภาชนะน้ำตื้น ๆ สำหรับให้เต่าแช่ตัว2. อาหารและโภชนาการอาหารหลัก: หญ้า แพงโกล่า และพืชใบเขียว เช่น ใบตอง ใบชะพลูอาหารเสริม: เพิ่มแคลเซียมโดยการให้กระดองปลาหมึกบด หรือผงแคลเซียมหลีกเลี่ยง: ผลไม้หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง เพราะอาจทำให้ระบบย่อยอาหารเสียสมดุล3. การควบคุมอุณหภูมิและแสงสว่างแสง UVB: จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์วิตามิน D3 ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียมอุณหภูมิ: ควรอยู่ระหว่าง 25-35°C และมีพื้นที่อุ่น 38°C สำหรับการย่อยอาหาร4. การดูแลสุขภาพความสะอาด: ทำความสะอาดพื้นที่เลี้ยงและภาชนะน้ำเป็นประจำการตรวจสุขภาพ: หากพบเต่ากินอาหารน้อย หรือกระดองอ่อน ควรพาไปพบสัตวแพทย์สายพันธุ์เต่าซูคาต้าที่พบได้เต่าซูคาต้าไม่มีสายพันธุ์ย่อยที่ชัดเจนเหมือนเต่าบกชนิดอื่น ๆ แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในลักษณะขนาดตัวและสีของกระดอง ซึ่งเกิดจากแหล่งกำเนิดในพื้นที่ต่าง ๆกฎหมายเกี่ยวกับการเลี้ยงเต่าซูคาต้าในประเทศไทยสถานะทางกฎหมาย:เต่าซูคาต้าไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครองในประเทศไทย แต่ต้องมีเอกสารแสดงแหล่งที่มาที่ถูกต้อง เช่น ใบอนุญาตการนำเข้าการนำเข้า:การนำเข้าเต่าจากต่างประเทศต้องผ่านกระบวนการศุลกากรและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการเลี้ยง:ผู้เลี้ยงต้องจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและดูแลให้ตรงตามหลักสวัสดิภาพสัตว์คำถามที่พบบ่อยQ: เต่าซูคาต้าเหมาะสำหรับมือใหม่หรือไม่?A: เต่าซูคาต้าเหมาะสำหรับผู้เลี้ยงที่มีพื้นที่กว้างขวางและพร้อมรับผิดชอบการดูแลในระยะยาวQ: เต่าซูคาต้ากินอะไรได้บ้าง?A: หญ้าและพืชใบเขียวเป็นอาหารหลัก และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูงQ: เต่าซูคาต้าเลี้ยงในบ้านได้หรือไม่?A: สามารถเลี้ยงในบ้านได้ แต่ควรมีพื้นที่กว้างขวาง และควรจัดแสง UVB ให้เหมาะสมสรุปเต่าซูคาต้าเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานที่สง่างามและน่ารัก หากคุณสนใจเต่าซูคาต้าหรืออุปกรณ์สำหรับการเลี้ยงสัตว์แปลก https://www.repttown.com/ พร้อมให้คำปรึกษาและบริการที่ดีที่สุดสำหรับคุณ!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 17 ม.ค. 25

อ่าน 2 ครั้ง


จระเข้เลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงจระเข้สำหรับมือใหม่จาก Repttown

จระเข้เลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงจระเข้สำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยงจระเข้สำหรับมือใหม่จาก RepttownRepttown ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับสัตว์เลื้อยคลานที่มีเสน่ห์และความสง่างามอย่าง จระเข้ (Crocodile) ซึ่งปัจจุบันสามารถเลี้ยงได้ในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์ที่ได้รับอนุญาต รวมถึงวิธีการเลี้ยงและดูแลที่เหมาะสมสายพันธุ์จระเข้ที่เลี้ยงได้อย่างถูกกฎหมายในไทย1. จระเข้น้ำจืดไทย (Crocodylus siamensis)ถิ่นกำเนิด: พบในประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนามสถานะ: อยู่ในรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่สามารถเลี้ยงได้หากได้รับอนุญาตขนาดตัว: โตเต็มที่ประมาณ 3-4 เมตรจุดเด่น: นิสัยสงบกว่าเมื่อเทียบกับจระเข้น้ำเค็ม เหมาะสำหรับเลี้ยงในบ่อเลี้ยง2. จระเข้น้ำเค็ม (Crocodylus porosus)ถิ่นกำเนิด: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงบางพื้นที่ของประเทศไทยสถานะ: ต้องขออนุญาตตามกฎหมายขนาดตัว: โตเต็มที่ 5-7 เมตรจุดเด่น: เป็นสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องการพื้นที่เลี้ยงขนาดใหญ่3. ไคแมน (Caiman Crocodile)ถิ่นกำเนิด: อเมริกาใต้สถานะ: นำเข้าและเลี้ยงได้ในไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายขนาดตัว: โตเต็มที่ประมาณ 1.5-2 เมตรจุดเด่น: ตัวเล็กกว่าจระเข้ทั่วไป เหมาะสำหรับเลี้ยงในพื้นที่จำกัด4. จระเข้เผือก (Albino Siamese Crocodile)ลักษณะพิเศษ: เป็นพันธุ์เผือกของจระเข้น้ำจืดไทยสถานะ: สามารถเลี้ยงได้หากได้รับอนุญาตความนิยม: สวยงามและหายาก เหมาะสำหรับการสะสมวิธีการเลี้ยงจระเข้1. สถานที่เลี้ยงบ่อหรือกรงขนาดใหญ่: ควรมีพื้นที่อย่างน้อย 20 ตารางเมตรสำหรับจระเข้ 1 ตัวระบบน้ำ: มีแหล่งน้ำลึกพอให้จระเข้แช่ตัวได้พื้นที่แห้ง: สำหรับให้จระเข้นอนพักและอาบแดดรั้วกั้น: ควรมีความแข็งแรงและสูงอย่างน้อย 1.5 เมตร เพื่อป้องกันจระเข้หลบหนี2. การให้อาหารประเภทอาหาร: ปลา เนื้อไก่ และเนื้อดิบความถี่: ให้อาหารทุก 2-3 วันปริมาณ: ให้พอเหมาะกับขนาดตัว และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกระดูกแข็ง3. การดูแลสุขภาพการลอกคราบ: จระเข้จะลอกคราบเป็นระยะ ควรสังเกตว่าลอกคราบสมบูรณ์หรือไม่ความสะอาดของบ่อ: เปลี่ยนน้ำในบ่อเลี้ยงเป็นประจำการสังเกตอาการ: เช่น การเบื่ออาหาร บาดแผล หรือพฤติกรรมผิดปกติกฎหมายการเลี้ยงจระเข้ในประเทศไทยการเลี้ยงจระเข้ในประเทศไทยถูกควบคุมโดย พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และกฎระเบียบของ กรมประมง โดยระบุว่า:ต้องขออนุญาต: ผู้เลี้ยงจระเข้ต้องยื่นคำขออนุญาตเลี้ยงสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์น้ำที่ควบคุมกับกรมประมงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสถานที่เลี้ยง: ต้องมีมาตรฐาน เช่น รั้วแข็งแรง พื้นที่กว้างขวาง และแหล่งน้ำที่เหมาะสมจดทะเบียน: ต้องแจ้งข้อมูลสายพันธุ์ จำนวน และสถานที่เลี้ยงให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องห้ามล่าหรือค้าจระเข้ธรรมชาติ: จระเข้ที่เลี้ยงต้องมาจากแหล่งที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นคำถามที่พบบ่อยQ: จระเข้สามารถเลี้ยงในบ้านได้หรือไม่?A: หากมีพื้นที่เพียงพอและได้รับอนุญาตตามกฎหมาย สามารถเลี้ยงได้Q: เลี้ยงจระเข้ต้องมีใบอนุญาตหรือไม่?A: ต้องมีใบอนุญาตจากกรมประมง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องQ: จระเข้สายพันธุ์ไหนที่เหมาะสำหรับมือใหม่?A: จระเข้น้ำจืดไทย หรือไคแมน เนื่องจากขนาดตัวไม่ใหญ่มากและดูแลง่ายกว่าRepttown พร้อมเป็นแหล่งข้อมูลและคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจเลี้ยงสัตว์แปลก หากคุณกำลังมองหาอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงจระเข้ หรือคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกเวลา!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 17 ม.ค. 25

อ่าน 11 ครั้ง


ฉลามเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? คู่มือการเลี้ยงปลาฉลามในตู้สำหรับมือใหม่จาก Repttown

ฉลามเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? คู่มือการเลี้ยงปลาฉลามในตู้สำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยงปลาฉลามในตู้สำหรับมือใหม่จาก Repttownปลาฉลามเป็นสัตว์น้ำที่มีเสน่ห์และเต็มไปด้วยความลึกลับ แม้จะดูเหมาะกับการอยู่ในมหาสมุทร แต่ก็มีบางสายพันธุ์ที่สามารถเลี้ยงในตู้ปลาได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย หากคุณสนใจเลี้ยงปลาฉลามในไทย บทความนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์ที่เหมาะสม การดูแล และกฎหมายที่เกี่ยวข้องปลาฉลามที่สามารถเลี้ยงได้ในไทย1. ปลาฉลามแบมบู (Bamboo Shark)ชื่อวิทยาศาสตร์: Chiloscyllium spp.ลักษณะเด่น: ลำตัวยาวเรียว มีลายแถบสีดำและน้ำตาลความยาว: 70-120 เซนติเมตรความเหมาะสม: ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและเลี้ยงง่าย2. ปลาฉลามอีพอเล็ต (Epaulette Shark)ชื่อวิทยาศาสตร์: Hemiscyllium ocellatumลักษณะเด่น: มีจุดวงกลมสีดำที่ครีบอก ดูเหมือนดวงตาเสริมเพื่อป้องกันศัตรูความยาว: 90-110 เซนติเมตรความเหมาะสม: เหมาะสำหรับตู้ปลาขนาดใหญ่3. ปลาฉลามกบ (Bullhead Shark)ชื่อวิทยาศาสตร์: Heterodontus spp.ลักษณะเด่น: หัวใหญ่ รูปร่างป้อม มีลวดลายสีน้ำตาลเข้มสลับดำความยาว: 70-150 เซนติเมตร (ขึ้นอยู่กับชนิดย่อย)ความเหมาะสม: ทนทานและไม่ต้องการพื้นที่ว่ายน้ำมาก4. ปลาฉลามพอร์ตแจ็กสัน (Port Jackson Shark)ชื่อวิทยาศาสตร์: Heterodontus portusjacksoniลักษณะเด่น: มีลายเส้นสีดำบนพื้นลำตัวสีเทา รูปร่างคล้ายฉลามกบความยาว: 90-170 เซนติเมตรถิ่นกำเนิด: ชายฝั่งออสเตรเลียความเหมาะสม: เหมาะสำหรับตู้ขนาดใหญ่ที่สามารถรักษาคุณภาพน้ำได้ดี5.ปลาฉลามแบล็กทิปรีฟ (Blacktip Reef Shark)ชื่อวิทยาศาสตร์: Carcharhinus melanopterusลักษณะเด่น: ปลายครีบสีดำ ตัวยาวและลื่นความยาว: 150-180 เซนติเมตรความเหมาะสม: เหมาะสำหรับตู้ที่มีพื้นที่กว้างขวางมาก6. ปลาฉลามวอบบีกอง (Wobbegong Shark)ชื่อวิทยาศาสตร์: Orectolobus spp.ลักษณะเด่น: รูปร่างแบนคล้ายพรม มีลวดลายพรางตัว สีพื้นน้ำตาลเทาความยาว: 100-300 เซนติเมตร (ขึ้นอยู่กับชนิดย่อย)ถิ่นกำเนิด: ออสเตรเลียและอินโด-แปซิฟิกความเหมาะสม: นิยมสำหรับผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์และพื้นที่เลี้ยงขนาดใหญ่ข้อควรรู้ก่อนเริ่มเลี้ยงปลาฉลามพื้นที่ตู้ปลาปลาฉลามต้องการพื้นที่ว่ายน้ำที่กว้างขวาง ตู้ควรมีขนาดตั้งแต่ 1,000 ลิตรขึ้นไปตู้ทรงกลมหรือมุมโค้งช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากการชนคุณภาพน้ำความเค็ม: 1.020-1.025อุณหภูมิ: 24-27 องศาเซลเซียสควบคุมค่าแอมโมเนีย ไนไตรต์ และไนเตรตอย่างเข้มงวดการจัดตู้ใช้พื้นทรายละเอียดเพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพิ่มที่หลบซ่อน เช่น ถ้ำหิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่ปลอดภัยอาหารอาหารสด: ปลาเล็ก กุ้ง ปลาหมึกอาหารแช่แข็ง: ต้องละลายน้ำและปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกฎหมายเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาฉลามในไทยการนำเข้าและครอบครองการนำเข้าปลาฉลามต้องได้รับอนุญาตจากกรมประมงบางชนิดต้องตรวจสอบว่าอยู่ในบัญชี CITES หรือไม่ข้อกำหนดสถานที่เลี้ยงตู้ปลาหรือบ่อเลี้ยงต้องมีมาตรฐานและปลอดภัยห้ามเลี้ยงในพื้นที่ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนสายพันธุ์ต้องห้ามห้ามเลี้ยงปลาฉลามที่จัดเป็นสัตว์คุ้มครอง เช่น ฉลามวาฬ (Rhincodon typus) และฉลามหัวค้อน (Sphyrna spp.)การจำหน่ายและส่งออกการจำหน่ายหรือส่งออกปลาฉลามต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมประมงวิธีการเลี้ยงปลาฉลามในตู้เตรียมระบบตู้ใช้ระบบกรองน้ำที่ดี เช่น ระบบกรองชีวภาพ และโปรตีนสกิมเมอร์ตั้งค่าตู้ล่วงหน้า 4-6 สัปดาห์เพื่อให้ระบบน้ำมีความเสถียรการให้อาหารให้อาหาร 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ป้อนด้วยคีมหรือแหนบเพื่อลดความเสี่ยงต่อการถูกกัดการดูแลสุขภาพตรวจสอบคุณภาพน้ำเป็นประจำหากพบปลาว่ายผิดปกติหรือมีแผล ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคำถามที่พบบ่อยQ: ปลาฉลามเลี้ยงยากไหม?A: ปลาฉลามต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น พื้นที่กว้าง คุณภาพน้ำ และอาหารสด เหมาะสำหรับผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์Q: ปลาฉลามราคาเท่าไหร่?A: ราคาปลาฉลามขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เริ่มต้นที่ประมาณ 10,000 บาทไปจนถึงหลายหมื่นบาทQ: ปลาฉลามสามารถอยู่กับปลาชนิดอื่นได้หรือไม่?A: ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แต่โดยทั่วไปควรเลี้ยงแยกเพื่อลดความเสี่ยงต่อการล่าหากคุณสนใจเลี้ยงปลาฉลามหรือกำลังมองหาอุปกรณ์คุณภาพสูง สามารถติดต่อทีมงาน Repttown เพื่อขอคำปรึกษาและจัดหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเลี้ยงปลาฉลามของคุณได้ที่ www.repttown.com

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 17 ม.ค. 25

อ่าน 13 ครั้ง


ปลาทะเลเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงปลาทะเลสำหรับมือใหม่จาก Repttown

ปลาทะเลเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงปลาทะเลสำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยงปลาทะเลสำหรับมือใหม่จาก Repttownปลาทะเลถือเป็นสัตว์น้ำที่มีความสวยงามและหลากหลายชนิด เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการจัดตู้ปลาให้มีสีสันและความมีชีวิตชีวา แม้ว่าการเลี้ยงปลาทะเลอาจดูซับซ้อนกว่าปลาน้ำจืด แต่ด้วยความรู้ที่ถูกต้องและการเตรียมตัวที่ดี คุณก็สามารถสร้างระบบนิเวศขนาดเล็กที่สมบูรณ์แบบในบ้านของคุณได้ลักษณะเด่นของปลาทะเลสีสันสดใส: ปลาทะเลมีสีสันที่หลากหลายและโดดเด่น เช่น ปลานกแก้ว ปลาสิงโต และปลาการ์ตูนความหลากหลายของชนิด: ปลาทะเลมีมากกว่า 20,000 สายพันธุ์ ตั้งแต่ปลาขนาดเล็กจนถึงปลาขนาดใหญ่ระบบนิเวศเฉพาะ: การเลี้ยงปลาทะเลต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับทะเล เช่น การควบคุมความเค็ม อุณหภูมิ และแสงข้อควรรู้ก่อนเริ่มเลี้ยงปลาทะเลการเลือกชนิดของปลาเริ่มต้นด้วยปลาที่เลี้ยงง่าย เช่น ปลาการ์ตูน (Clownfish) หรือปลาแองเจิล (Angel Fish)หลีกเลี่ยงปลาที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือปลาที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษขนาดตู้ปลาควรใช้ตู้ปลาขนาด 100 ลิตรขึ้นไปเพื่อให้ระบบนิเวศมีความสมดุลเลือกตู้ที่มีระบบกรองน้ำแบบครบวงจรการดูแลคุณภาพน้ำความเค็มของน้ำควรอยู่ที่ 1.020-1.026 (วัดด้วยไฮโดรมิเตอร์)ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 24-27 องศาเซลเซียสเปลี่ยนน้ำประมาณ 10-15% ทุก 1-2 สัปดาห์วิธีการเลี้ยงปลาทะเลอุปกรณ์ที่จำเป็นตู้ปลา: เลือกตู้ขนาดใหญ่เพื่อรองรับปลาและระบบนิเวศระบบกรองน้ำ: ระบบกรองชีวภาพ (Biological Filter) และโปรตีนสกิมเมอร์ (Protein Skimmer) เพื่อกำจัดของเสียเครื่องควบคุมอุณหภูมิ: ฮีตเตอร์และพัดลมระบายความร้อนแสงสว่าง: เลือกหลอดไฟ LED ที่เหมาะสำหรับตู้ปลาทะเล เช่น แสงสีฟ้าหรือแสงเต็มสเปกตรัมหินเป็นและทรายทะเล: ใช้หินเป็น (Live Rock) เพื่อช่วยในกระบวนการกรองธรรมชาติการจัดตู้ปลาทะเลตั้งค่าตู้ปลาเติมน้ำทะเลที่ปรุงจากเกลือสำหรับปลาทะเลตั้งค่าอุปกรณ์ทั้งหมดและตรวจสอบว่าเครื่องทำงานปกติรันระบบกรองน้ำประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อนปล่อยปลาเพิ่มปลาใส่ปลาครั้งละ 1-2 ตัวเพื่อให้ระบบกรองปรับตัวใช้วิธีปรับอุณหภูมิ (Acclimation) โดยการแช่ถุงปลาลงในตู้เพื่อปรับอุณหภูมิก่อนปล่อยปลาการดูแลประจำวันให้อาหาร 1-2 ครั้งต่อวันในปริมาณที่พอดีตรวจสอบคุณภาพน้ำเป็นประจำอาหารและโภชนาการอาหารสด: เช่น ไรทะเลหรือกุ้งฝอยอาหารแช่แข็ง: เช่น อาร์ทีเมียแช่แข็งอาหารสำเร็จรูป: เม็ดหรือเกล็ดสำหรับปลาทะเลคำแนะนำ: ให้ปลากินอาหารหลากหลายชนิดเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนโรคที่พบบ่อยในปลาทะเลโรคจุดขาว (Marine Ich)อาการ: จุดสีขาวบนตัวปลาวิธีรักษา: เพิ่มอุณหภูมิของน้ำและใช้ยาฆ่าเชื้อโรคเชื้อราอาการ: มีคราบขาวบนตัวปลาวิธีรักษา: ใช้ยารักษาโรคเชื้อราในปลาทะเลปัญหาเหงือกบวมอาการ: ปลาหายใจเร็ววิธีรักษา: ปรับคุณภาพน้ำและลดความเครียดของปลาคำถามที่พบบ่อยQ: เลี้ยงปลาทะเลยากกว่าปลาน้ำจืดหรือไม่?A: เลี้ยงยากกว่าเล็กน้อยเนื่องจากต้องควบคุมคุณภาพน้ำและความเค็มอย่างแม่นยำQ: ปลาทะเลราคาเริ่มต้นที่เท่าไหร่?A: ปลาทะเลบางชนิดราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 200-500 บาท แต่ปลาหายากอาจมีราคาหลักพันถึงหลักหมื่นQ: ปลาทะเลเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือไม่?A: เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ศึกษาข้อมูลและมีอุปกรณ์ครบถ้วนหากคุณสนใจจัดตู้ปลาทะเลหรือกำลังมองหาอุปกรณ์คุณภาพสำหรับดูแลปลาทะเลของคุณ สามารถเยี่ยมชมเราได้ที่ www.repttown.com เราพร้อมช่วยให้คุณเริ่มต้นการเลี้ยงปลาทะเลได้อย่างมั่นใจ!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 17 ม.ค. 25

อ่าน 5 ครั้ง


สิงโตเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงสิงโตสำหรับมือใหม่จาก Repttown

สิงโตเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงสิงโตสำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยงสิงโตสำหรับมือใหม่จาก Repttownวันนี้ Repttown จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับสิงโต (Lion) สัตว์นักล่าที่สง่างามและทรงพลัง ซึ่งมักเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่สนใจสัตว์ Exotic ขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าสิงโตจะเป็นสัตว์ที่ไม่เหมาะสำหรับการเลี้ยงในบ้านทั่วไป แต่บางคนที่มีทรัพยากรและพื้นที่เพียงพออาจเลือกที่จะดูแลพวกมัน การเลี้ยงสิงโตต้องการความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ความรับผิดชอบสูง และปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องประวัติความเป็นมาของสิงโตสิงโต (Panthera leo) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ Felidae มีถิ่นกำเนิดในทุ่งหญ้าสะวันนาและพื้นที่ป่าทางแอฟริกา รวมถึงบางส่วนของอินเดีย สิงโตเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและอำนาจ และมักได้รับการขนานนามว่า "ราชาแห่งสัตว์ป่า"ลักษณะเด่นของสิงโตขนาดใหญ่และทรงพลัง: สิงโตตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ย 150-250 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนัก 100-180 กิโลกรัมแผงคออันโดดเด่น: แผงคอของสิงโตตัวผู้เป็นเอกลักษณ์และแสดงถึงอายุและสุขภาพพฤติกรรมรวมฝูง: สิงโตเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในฝูง ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ตระกูลแมวอื่น ๆเสียงคำรามที่ทรงพลัง: เสียงคำรามของสิงโตสามารถได้ยินไกลถึง 8 กิโลเมตรข้อกำหนดและกฎหมายในการเลี้ยงสิงโตในประเทศไทยการเลี้ยงสิงโตในประเทศไทยถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดตามกฎหมาย เนื่องจากสิงโตจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562ข้อกำหนดสำคัญการขออนุญาตเลี้ยงต้องยื่นคำขอต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชต้องมีใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครอง (แบบ ค.13)สถานที่เลี้ยงต้องมีพื้นที่กว้างขวางและปลอดภัย เช่น กรงหรือคอกที่มีขนาดเหมาะสมและแข็งแรงต้องมีมาตรการป้องกันการหลบหนีและการคุกคามต่อสาธารณะการดูแลด้านสุขภาพต้องมีสัตวแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลสัตว์ป่าต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการเลี้ยงและดูแลสุขภาพสัตว์ป่าการห้ามซื้อขายโดยไม่ได้รับอนุญาตการซื้อขายสิงโตหรือชิ้นส่วนของสิงโตโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดทางกฎหมายบทลงโทษในกรณีฝ่าฝืนผู้ที่เลี้ยงหรือครอบครองสิงโตโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจถูกปรับสูงสุด 1,000,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ***** ศึกษาข้อกฏหมายให้ละเอียดในด้านอื่นๆก่อนเลี้ยงเพิ่มเติม เช่น การขนย้าย หรือ การเพาะพันธุ์ เป็นต้น ***วิธีเลี้ยงสิงโตอุปกรณ์ที่จำเป็นพื้นที่เลี้ยงขนาดใหญ่ขนาดพื้นที่ควรมากกว่า 500 ตารางเมตรต่อสิงโตหนึ่งตัว พร้อมกรงเหล็กที่มีความสูงไม่น้อยกว่า 3 เมตรระบบป้องกันมีระบบล็อกที่ปลอดภัย กล้องวงจรปิด และมาตรการป้องกันการหลบหนีที่หลบซ่อนและที่นอนสร้างที่พักหลบแดดและฝนที่มั่นคงระบบควบคุมอุณหภูมิโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัดอาหารและโภชนาการอาหารหลัก: เนื้อดิบ เช่น เนื้อวัวหรือไก่อาหารเสริม: อาหารเสริมวิตามินและแร่ธาตุสำหรับสัตว์นักล่าปริมาณอาหาร: สิงโตตัวโตเต็มวัยต้องการอาหารประมาณ 5-7 กิโลกรัมต่อวันการให้อาหารควรให้อาหารทุกวันหรือวันเว้นวันหลีกเลี่ยงการให้เนื้อปรุงสุก เพราะอาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหารการดูแลสุขภาพสิงโตการตรวจสุขภาพประจำปีตรวจร่างกายโดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญปีละ 1-2 ครั้งการควบคุมพฤติกรรมใช้การฝึกแบบบวก (Positive Reinforcement) เพื่อควบคุมพฤติกรรมป้องกันโรคฉีดวัคซีนป้องกันโรค เช่น โรคพิษสุนัขบ้า และโรคไวรัสในสัตว์คำถามที่พบบ่อยQ: การเลี้ยงสิงโตเหมาะกับมือใหม่หรือไม่?A: ไม่เหมาะอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องการทรัพยากรสูง ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และปฏิบัติตามกฎหมายที่เข้มงวดQ: สิงโตสามารถเลี้ยงร่วมกับสัตว์ชนิดอื่นได้หรือไม่?A: โดยทั่วไปไม่ควรเลี้ยงรวมกับสัตว์ชนิดอื่น เนื่องจากสิงโตเป็นสัตว์นักล่าและอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์อื่นQ: ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสิงโตเท่าไหร่?A: ค่าใช้จ่ายรวมที่อยู่อาศัย อาหาร และการดูแลสุขภาพอาจเริ่มต้นที่หลักแสนบาทต่อเดือนหากคุณสนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัตว์ Exotic หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง สามารถเยี่ยมชมเราได้ที่ www.repttown.com เราพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อช่วยคุณดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบ!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 17 ม.ค. 25

อ่าน 9 ครั้ง


กบพิษเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงกบพิษสำหรับมือใหม่จาก Repttown

กบพิษเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงกบพิษสำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยงกบพิษสำหรับมือใหม่จาก Repttownวันนี้ Repttown ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับกบพิษ (Poison Dart Frog) สัตว์เลี้ยงขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงามและโดดเด่น กบพิษได้รับความนิยมในหมู่คนรักสัตว์ Exotic เนื่องจากพฤติกรรมที่น่าสนใจและลวดลายเฉพาะตัว เราได้รวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับวิธีเลี้ยงและดูแลกบพิษสำหรับผู้เริ่มต้นประวัติความเป็นมาของกบพิษกบพิษเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในวงศ์ Dendrobatidae พบได้ในป่าฝนเขตร้อนของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ชื่อ "กบพิษ" มาจากการที่ชนพื้นเมืองใช้สารพิษจากผิวหนังของพวกมันทาลูกดอกสำหรับล่าสัตว์ อย่างไรก็ตาม กบพิษที่เลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมจะไม่มีพิษ เพราะสารพิษมาจากอาหารในธรรมชาติ เช่น มดและแมลงบางชนิดลักษณะเด่นของกบพิษสีสันสดใส: มีสีสันหลากหลาย เช่น ฟ้า เขียว แดง เหลือง และดำ เพื่อลวงนักล่าขนาดเล็กกะทัดรัด: มีขนาดเพียง 1.5-6 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์นิสัยสงบ: กบพิษไม่ดุร้ายและสามารถปรับตัวให้คุ้นเคยกับการเลี้ยงในที่ปิดได้พิษเฉพาะตัวในธรรมชาติ: แต่จะไม่ผลิตพิษเมื่อเลี้ยงในที่ควบคุมสายพันธุ์กบพิษยอดนิยมBlue Poison Dart Frog (Dendrobates tinctorius "Azureus")ลักษณะเด่น: ตัวสีฟ้าสดใส มีจุดดำกระจายทั่วตัวขนาด: 4-5 เซนติเมตรความนิยม: เป็นสายพันธุ์ยอดฮิตสำหรับมือใหม่Green and Black Poison Dart Frog (Dendrobates auratus)ลักษณะเด่น: ลวดลายเขียว-ดำดูโดดเด่นขนาด: 3-4 เซนติเมตรพฤติกรรม: ค่อนข้างเชื่องและปรับตัวง่ายStrawberry Poison Dart Frog (Oophaga pumilio)ลักษณะเด่น: ตัวสีแดงสด หัวเหมือนผลสตรอว์เบอร์รีขนาด: 2-3 เซนติเมตรถิ่นกำเนิด: ป่าฝนในอเมริกากลางYellow-banded Poison Dart Frog (Dendrobates leucomelas)ลักษณะเด่น: สีเหลืองสดลายดำคล้ายลายเสือขนาด: 3-5 เซนติเมตรความทนทาน: เหมาะสำหรับมือใหม่วิธีเลี้ยงกบพิษอุปกรณ์ที่จำเป็นตู้กระจกหรือเทอราเรียมขนาดขั้นต่ำ: 30x30x30 ซม. สำหรับกบ 2-3 ตัวควรมีฝาปิดเพื่อป้องกันการหลบหนีวัสดุปูพื้นใช้พีทมอส กาบมะพร้าว หรือมอสธรรมชาติพืชประดับและที่หลบซ่อนเช่น เฟิร์น บรอมีเลียด หรือไม้อวบน้ำ เพื่อสร้างบรรยากาศคล้ายธรรมชาติระบบควบคุมความชื้นและอุณหภูมิความชื้น: 70-90%อุณหภูมิ: 22-28°Cแสง UVBช่วยเสริมสุขภาพผิวหนังและกระตุ้นการสังเคราะห์วิตามินอาหารและโภชนาการอาหารหลัก: แมลงขนาดเล็ก เช่น ไรแดง ผลไม้ (fruit flies) และแมลงปีกแข็งเสริมอาหาร: ผงแคลเซียมและวิตามินโรยบนแมลงก่อนให้อาหารการให้อาหารให้อาหารวันละ 1-2 ครั้งในปริมาณที่เหมาะสมควรจัดพื้นที่ให้อาหารในที่ง่ายต่อการทำความสะอาดการดูแลสุขภาพของกบพิษความสะอาดของที่อยู่อาศัยทำความสะอาดวัสดุปูพื้นและเปลี่ยนน้ำเป็นประจำตรวจสุขภาพหากพบว่ากบมีผิวหนังซีด เบื่ออาหาร หรือเคลื่อนไหวช้า ควรปรึกษาสัตวแพทย์ควบคุมความชื้นใช้เครื่องพ่นไอน้ำหรือสเปรย์น้ำเพื่อรักษาความชื้นคำถามที่พบบ่อยQ: กบพิษมีพิษหรือไม่เมื่อเลี้ยงในบ้าน?A: ไม่มี เพราะสารพิษในธรรมชาติมาจากอาหารเฉพาะที่พวกมันกินQ: กบพิษเหมาะกับมือใหม่หรือไม่?A: เหมาะอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ดูแลง่าย เช่น Blue Poison Dart FrogQ: ราคาเริ่มต้นของกบพิษอยู่ที่เท่าไหร่?A: ราคาขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และขนาด โดยเริ่มต้นประมาณ 1,500-10,000 บาทหากคุณสนใจเลี้ยงกบพิษหรือกำลังมองหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม คุณสามารถเลือกชมสัตว์เลี้ยงและปรึกษาเราได้ที่ www.repttown.com เราพร้อมช่วยคุณเริ่มต้นการดูแลกบพิษอย่างมืออาชีพ!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 17 ม.ค. 25

อ่าน 10 ครั้ง


ชินชิลล่าเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงชินชิลล่าสำหรับมือใหม่จาก Repttown

ชินชิลล่าเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยงชินชิลล่าสำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยงชินชิลล่าสำหรับมือใหม่จาก Repttownวันนี้ Pet Paradise ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับชินชิลล่า (Chinchilla) สัตว์ฟันแทะตัวเล็กที่น่ารักและมีขนที่นุ่มฟูที่สุดในโลก เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ที่มีเอกลักษณ์และเลี้ยงง่าย เราได้รวบรวมข้อมูลสำคัญเพื่อให้คุณเริ่มต้นการเลี้ยงชินชิลล่าได้อย่างมั่นใจประวัติความเป็นมาของชินชิลล่าชินชิลล่าเป็นสัตว์ฟันแทะที่มีถิ่นกำเนิดในเทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้ พวกมันมีขนนุ่มหนาแน่นเพื่อป้องกันความหนาวเย็น และมีนิสัยขี้เล่น ชินชิลล่าถูกเลี้ยงในเชิงพาณิชย์เพื่อขนในอดีต แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมในฐานะสัตว์เลี้ยงประจำบ้านลักษณะเด่นของชินชิลล่าขนนุ่มพิเศษ: ชินชิลล่ามีเส้นขนต่อรูขุมขนมากถึง 50-80 เส้น ทำให้ขนนุ่มมากและป้องกันหมัดหรือเห็บขนาดกะทัดรัด: ตัวเต็มวัยมีความยาวประมาณ 25-35 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 400-700 กรัมพฤติกรรมขี้เล่น: ชอบกระโดด สำรวจ และวิ่งเล่นในเวลากลางคืน (สัตว์ที่ตื่นเวลากลางคืน)อายุยืน: มีอายุขัยเฉลี่ย 10-15 ปีสายพันธุ์ของชินชิลล่าชินชิลล่ามีสองสายพันธุ์หลัก:ชินชิลล่าแลนิเจีย (Chinchilla lanigera)ตัวเล็กกว่านิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านชินชิลล่าเบรวิคาวดา (Chinchilla brevicaudata)ตัวใหญ่กว่ามีขนหนากว่า พบในธรรมชาติที่ระดับความสูงมากวิธีเลี้ยงชินชิลล่าอุปกรณ์ที่จำเป็นกรงหรือที่อยู่อาศัยควรมีขนาดใหญ่พอสำหรับกระโดดและวิ่งเล่น เช่น 100 x 50 x 50 ซม.เลือกกรงที่ทำจากวัสดุโลหะเพื่อป้องกันการกัดแทะที่หลบซ่อนชินชิลล่าชอบที่หลบซ่อนเพื่อความปลอดภัยวัสดุปูพื้นใช้ไม้สนหรือกระดาษอัดเพื่อซึมซับของเสียชามอาหารและขวดน้ำใช้ชามหนักและขวดน้ำแบบหัวลูกกลิ้งอ่างทรายอาบน้ำชินชิลล่าทำความสะอาดตัวเองด้วยการอาบทราย ไม่ควรใช้น้ำเพราะขนแห้งยากอาหารและโภชนาการอาหารหลัก: หญ้าแห้ง (เช่น ทิโมธีหรืออัลฟัลฟา)อาหารเสริม: เม็ดอาหารเฉพาะสำหรับชินชิลล่าหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือมันมาก เช่น ผลไม้สดหรือถั่วการให้อาหารให้อาหารวันละ 1-2 ครั้ง พร้อมเติมหญ้าแห้งให้เต็มเสมอน้ำสะอาดต้องมีตลอดเวลาการดูแลสุขภาพชินชิลล่าการแปรงขนชินชิลล่าไม่ต้องการการแปรงขนบ่อย แต่ควรตรวจสอบเพื่อป้องกันขนพันกันการอาบทรายควรอาบทราย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยใช้ทรายชนิดพิเศษสำหรับชินชิลล่าการลับฟันให้ไม้หรือของเล่นลับฟัน เพื่อป้องกันปัญหาฟันยาวนี่คือ "จูโน่" สาวน้อยตัวแสบประจำออฟฟิศ Repttownคำถามที่พบบ่อยQ: ชินชิลล่าเหมาะสำหรับเด็กหรือไม่?A: ชินชิลล่ามีนิสัยอ่อนโยน แต่ควรเลี้ยงดูภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่ เพราะพวกมันบอบบางQ: ชินชิลล่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?A: ราคาชินชิลล่าเริ่มต้นประมาณ 5,000-20,000 บาท ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสีQ: ชินชิลล่ากัดหรือไม่?A: ชินชิลล่ามักไม่กัด แต่ถ้ารู้สึกตกใจหรือกลัว อาจแสดงอาการเล็กน้อยQ: ชินชิลล่าเหมาะกับการเลี้ยงในคอนโดหรือไม่?A: เหมาะสม เนื่องจากชินชิลล่าไม่มีกลิ่นตัวและไม่ส่งเสียงดัง แต่ต้องเตรียมพื้นที่ที่ปลอดภัยและสะอาดหากคุณสนใจเลี้ยงชินชิลล่า หรือกำลังมองหาอุปกรณ์เลี้ยงสัตว์ คุณสามารถเยี่ยมชมและปรึกษาเราได้ที่ https://www.repttown.com/ เราพร้อมดูแลคุณและเพื่อนตัวน้อยของคุณ!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 17 ม.ค. 25

อ่าน 3 ครั้ง


งูฮอคโนสเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยง Hognose Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttown

งูฮอคโนสเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยง Hognose Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยง Hognose Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttownวันนี้ Repttown ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ Hognose Snake งูสายพันธุ์เล็กที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารักและเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เริ่มต้นเลี้ยงงู Exotic เราได้รวบรวมข้อมูลสำคัญเพื่อให้คุณเข้าใจลักษณะเฉพาะ วิธีการเลี้ยง และการดูแลอย่างถูกต้องประวัติความเป็นมาของ Hognose SnakeHognose Snake เป็นงูในวงศ์ Colubridae ที่มีจมูกโด่งคล้ายพลั่วซึ่งช่วยให้พวกมันขุดทรายหรือดินเพื่อซ่อนตัวหรือหาอาหาร พวกมันมีลักษณะนิสัยน่ารักและไม่มีพิษร้ายแรงต่อมนุษย์สายพันธุ์ของ Hognose SnakeHognose Snake แบ่งออกเป็นหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนี้Western Hognose Snake (Heterodon nasicus)ถิ่นกำเนิด: อเมริกาเหนือ เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดาลักษณะเด่น: มีสีสันหลากหลาย เช่น น้ำตาล เทา ส้ม หรือเหลือง และมีหลากหลาย morph เช่น Albino, Axanthic, Toffee, และ Lavenderความยาว: 50-90 เซนติเมตรเป็นสายพันธุ์ยอดนิยมในวงการเลี้ยงงู ExoticEastern Hognose Snake (Heterodon platirhinos)ถิ่นกำเนิด: ตะวันออกของสหรัฐอเมริกาลักษณะเด่น: สีพื้นน้ำตาลเข้ม ดำ หรือเขียวมะกอก มักมีลวดลายไม่ชัดเจนความยาว: 60-120 เซนติเมตรเป็นสายพันธุ์ที่มีพฤติกรรม “เล่นตาย” อย่างชัดเจนเมื่อถูกรบกวนSouthern Hognose Snake (Heterodon simus)ถิ่นกำเนิด: ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาลักษณะเด่น: ขนาดเล็กกว่า Hognose สายพันธุ์อื่น และมีสีค่อนข้างซีด เช่น น้ำตาลอ่อนและส้มอ่อนความยาว: 40-60 เซนติเมตรสายพันธุ์นี้เริ่มพบได้น้อยในธรรมชาติPlains Hognose Snake (Heterodon nasicus nasicus)ถิ่นกำเนิด: ทุ่งหญ้าของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาลักษณะเด่น: ลวดลายคล้าย Western Hognose แต่มีสีที่อ่อนกว่า เช่น น้ำตาลอมเทาความยาว: 50-90 เซนติเมตรเป็นชนิดย่อยของ Western Hognose ที่นิยมเลี้ยงเช่นกันDusty Hognose Snake (Heterodon gloydi)ถิ่นกำเนิด: ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาลักษณะเด่น: สีและลวดลายคล้าย Eastern Hognose แต่มีสีออกเทาและซีดกว่าชัดเจนความยาว: 50-80 เซนติเมตรMexican Hognose Snake (Heterodon kennerlyi)ถิ่นกำเนิด: เม็กซิโกและบางส่วนของสหรัฐอเมริกาลักษณะเด่น: สีโทนดำหรือน้ำตาลเข้ม และมีลวดลายจางกว่าสายพันธุ์อื่นความยาว: 40-70 เซนติเมตรMadagascar Hognose Snake (Leioheterodon spp.)ถิ่นกำเนิด: เกาะมาดากัสการ์ลักษณะเด่น: มีขนาดใหญ่กว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา สีส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลเข้มและมีจุดดำกระจายทั่วตัวความยาว: 90-150 เซนติเมตรTri-Color Hognose Snake (Xenodon pulcher)ถิ่นกำเนิด: อเมริกากลางและอเมริกาใต้ลักษณะเด่น: สีสันสดใสคล้าย Milk Snake มีสีแดง ดำ และขาวเรียงกันความยาว: 60-90 เซนติเมตรสายพันธุ์นี้ไม่ใช่ Heterodon แต่ถูกจัดอยู่ในวงศ์เดียวกันลักษณะเด่นของ Hognose Snakeขนาดเล็ก: ความยาวเฉลี่ย 50-90 เซนติเมตรสีสันหลากหลาย: ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และ morph เช่น Albino, Toffee, Axanthicนิสัย: เชื่อง อ่อนโยน มีพฤติกรรมแปลก เช่น แสร้งทำเป็นตายเมื่อรู้สึกว่าถูกรบกวนวิธีเลี้ยง Hognose Snakeการเลี้ยง Hognose Snake ควรคำนึงถึงขนาดของที่อยู่อาศัยและความสะอาดอุปกรณ์ที่จำเป็น:ตู้หรือกรง: ควรมีพื้นที่เพียงพอ เช่น 20 แกลลอนสำหรับตัวเดียววัสดุปูพื้น: เช่น ทรายละเอียด กระดาษหนังสือพิมพ์ หรือพีทมอสที่หลบซ่อน: เพิ่มกล่องหลบซ่อนเพื่อความปลอดภัยระบบควบคุมอุณหภูมิ: อุณหภูมิในพื้นที่อุ่น 28-32°C และพื้นที่เย็น 22-25°CอาหารและโภชนาการHognose Snake กินหนูไมซ์ กบ หรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำวิธีการให้อาหาร:ให้อาหารทุก 5-7 วันละลายหนูไมซ์แช่แข็งก่อนให้งูการสืบพันธุ์ของ Hognose Snakeการสืบพันธุ์ของ Hognose SnakeHognose Snake ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ตัวเมียสามารถวางไข่ได้ประมาณ 10-25 ฟองต่อครั้ง โดยไข่จะฟักในระยะเวลา 50-60 วัน หากควบคุมอุณหภูมิประมาณ 26-30°Cโรคที่พบบ่อยใน Hognose Snakeโรคทางเดินหายใจ: เกิดจากอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมในที่อยู่อาศัยการติดเชื้อรา: พบได้ในพื้นที่ที่ความชื้นสูงเกินไปปัญหาการลอกคราบ: เกิดจากความชื้นที่ต่ำเกินไปหากพบอาการผิดปกติ เช่น งูเบื่ออาหาร หายใจเสียงดัง หรือเกล็ดลอกไม่สมบูรณ์ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคำถามที่พบบ่อยQ: Hognose Snake ราคาเท่าไหร่?A: ราคาขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสี โดยเริ่มต้นที่ประมาณ 5,000-15,000 บาทQ: Hognose Snake มีพิษหรือไม่?A: มีพิษเล็กน้อยที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และมักใช้กับเหยื่อขนาดเล็กเท่านั้นQ: Hognose Snake เหมาะกับมือใหม่หรือไม่?A: เหมาะอย่างยิ่ง เพราะพวกมันเลี้ยงง่าย เชื่อง และมีพฤติกรรมน่าสนใจหากคุณสนใจเลี้ยง Hognose Snake หรือกำลังมองหาอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง Exotic คุณสามารถเลือกซื้อสินค้าและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ที่ www.repttown.com เราพร้อมมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้คุณและสัตว์เลี้ยงของคุณ!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 16 ม.ค. 25

อ่าน 22 ครั้ง


งูคิงเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยง King Snake และ Milk Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttown

งูคิงเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยง King Snake และ Milk Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttown

คู่มือการเลี้ยง King Snake และ Milk Snake สำหรับมือใหม่จาก Repttownวันนี้ Repttown ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ King Snake และ Milk Snake งูสายพันธุ์ที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และเหมาะสำหรับมือใหม่ที่เริ่มต้นเลี้ยงงู Exotic เราได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อให้คุณเข้าใจลักษณะเฉพาะ วิธีการเลี้ยง และการดูแลอย่างถูกต้องประวัติความเป็นมาของ King Snake และ Milk SnakeKing Snake และ Milk Snake เป็นงูในตระกูลเดียวกัน (Lampropeltis) มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง พวกมันมีความหลากหลายของลวดลายและสีสัน จึงได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้เลี้ยงสัตว์แปลกKing Snake มีชื่อเสียงจากการล่างูชนิดอื่นและสามารถกินงูพิษ เช่น งูหางกระดิ่งได้ ในขณะที่ Milk Snake มีลวดลายและสีสันที่คล้ายคลึงกับงูพิษ Coral Snake ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่ามันมีพิษ แต่จริง ๆ แล้ว Milk Snake ไม่มีพิษและเป็นงูที่เชื่องลักษณะเด่นของ King Snake และ Milk SnakeKing Snake และ Milk Snake มีความยาวเฉลี่ย 100-150 เซนติเมตร (บางสายพันธุ์อาจยาวถึง 180 เซนติเมตร) น้ำหนักประมาณ 500-1,000 กรัมสีสันและลวดลาย:King Snake มีสีดำ น้ำตาล หรือดำสลับขาว พร้อมลวดลายที่โดดเด่น เช่น ลายวงแหวนหรือแถบสีMilk Snake มีลวดลายสีแดง เหลือง และดำ คล้ายกับ Coral Snake โดยมีคำจำง่าย ๆ คือ "Red on Black, Friend of Jack. Red on Yellow, Kill a Fellow" (แดงติดดำปลอดภัย แดงติดเหลืองอันตราย)นิสัย:งูทั้งสองสายพันธุ์มีนิสัยอ่อนโยน ไม่ดุร้าย เชื่องง่าย และสามารถปรับตัวเข้ากับการเลี้ยงในกรงได้ดีวิธีเลี้ยง King Snake และ Milk Snakeการจัดที่อยู่อาศัยสำหรับงูทั้งสองสายพันธุ์จำเป็นต้องพิจารณาขนาดและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมอุปกรณ์ที่จำเป็น:ตู้หรือกรง: ใช้ตู้กระจกหรือกล่องพลาสติกที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ขนาดควรมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเลื้อยวัสดุปูพื้น: ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ หรือวัสดุรองพื้นที่ทำความสะอาดง่ายที่หลบซ่อน: เพิ่มที่หลบซ่อนเพื่อให้งูรู้สึกปลอดภัยระบบควบคุมอุณหภูมิ: ควรรักษาอุณหภูมิประมาณ 26-29°C ในช่วงกลางวัน และลดลงเล็กน้อยในเวลากลางคืนอาหารและโภชนาการของ King Snake และ Milk Snakeอาหารหลัก:งูทั้งสองสายพันธุ์กินหนูเป็นหลัก (หนูไมซ์แช่แข็ง) และอาจกินไข่หรือนกขนาดเล็กวิธีการให้อาหาร:ให้อาหารทุก 7-10 วันละลายหนูไมซ์แช่แข็งก่อนให้งู โดยใช้ไดร์เป่าผมหรือน้ำอุ่นหลีกเลี่ยงการให้อาหารสดเพื่อป้องกันการบาดเจ็บการสืบพันธุ์ของ King Snake และ Milk Snakeงูทั้งสองสายพันธุ์ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยตัวเมียสามารถวางไข่ได้ประมาณ 10-20 ฟองต่อครั้ง ไข่จะใช้เวลาในการฟักประมาณ 50-70 วัน โดยต้องควบคุมอุณหภูมิระหว่าง 80-85°Fวิธีการอาบน้ำให้งู King Snake และ Milk Snakeการอาบน้ำทำได้ง่ายเพียงใช้ภาชนะขนาดพอดีกับตัวงู เติมน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำร้อนเด็ดขาด ควรอาบน้ำเป็นครั้งคราวเมื่อมีคราบสกปรกหรือในช่วงลอกคราบโรคที่พบบ่อยใน King Snake และ Milk Snakeโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ: เกิดจากอุณหภูมิหรือความชื้นที่ไม่เหมาะสมการติดเชื้อรา: พบได้หากพื้นที่เลี้ยงไม่สะอาดภาวะเครียด: เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมหรือการจับต้องบ่อยเกินไปหากพบอาการผิดปกติ เช่น งูเบื่ออาหารหรือมีแผลบนเกล็ด ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์คำถามที่พบบ่อยQ: King Snake และ Milk Snake ราคาเท่าไหร่?A: ราคาขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และลวดลาย โดยเริ่มต้นที่ประมาณ 3,000-5,000 บาทQ: งู King Snake และ Milk Snake มีพิษหรือไม่?A: ทั้งสองสายพันธุ์ไม่มีพิษ และปลอดภัยสำหรับผู้เลี้ยงQ: งูเหล่านี้เหมาะกับมือใหม่หรือไม่?A: เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากพวกมันเชื่องง่ายและไม่ต้องการการดูแลที่ซับซ้อนสำหรับใครที่กำลังมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ King Snake และ Milk Snake หรืออุปกรณ์สำหรับเลี้ยงสัตว์ Exotic คุณสามารถเลือกซื้อสัตว์เลี้ยงและสินค้าที่มีคุณภาพได้ที่ www.repttown.com เราได้รวบรวมฟาร์มชั้นนำจากทั่วไทยที่พร้อมมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงของคุณ!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 16 ม.ค. 25

อ่าน 18 ครั้ง


งูคอร์นเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยง Corn Snake ง่าย ๆ จาก Repttown

งูคอร์นเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - คู่มือการเลี้ยง Corn Snake ง่าย ๆ จาก Repttown

วันนี้ Repttown ขอพาทุกคนมารู้จักกับงูข้าวโพด หรือ Corn Snake หนึ่งในงูที่มีลวดลายและสีสันอันน่าทึ่งจนได้รับความนิยมอย่างมากในวงการผู้เลี้ยงสัตว์แปลกทั่วโลก ทั้งยังเหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงสัตว์ชนิดนี้! รับรองว่าเนื้อหาที่เรานำมาฝากจะมีทั้งความรู้และความเพลิดเพลินอย่างแน่นอนประวัติความเป็นมาของ Corn SnakeCorn Snake หรือ งูข้าวโพด มีถิ่นกำเนิดจากอเมริกาเหนือถึงอเมริกากลาง พวกเขาเป็นสัตว์เลี้ยงสาย Exotic Pet ที่มีธรรมชาติอ่อนโยนและเป็นมิตร งูชนิดนี้มีวิวัฒนาการจนกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมทั่วโลกในปัจจุบันลักษณะเด่นของ Corn SnakeCorn Snake มีความยาวเฉลี่ย 120-180 เซนติเมตร น้ำหนักระหว่าง 400-800 กรัม และมีอายุขัย 8-10 ปี แต่หากได้รับการดูแลอย่างดี อาจมีอายุยืนถึง 20 ปี!สิ่งที่ทำให้งูชนิดนี้โดดเด่นคือสีสันและลวดลายที่หลากหลาย เช่น สีส้ม เหลือง แดง ชมพู หรือแม้แต่สีขาวล้วน โดยมีลวดลายสวยงามคล้ายงานศิลปะ เช่น ลายจุด ลายซิกแซก และลายเส้นนิสัย:Corn Snake มีนิสัยอ่อนโยน เข้ากับคนง่าย และไม่ดุร้าย จึงเหมาะสำหรับมือใหม่ที่สนใจเลี้ยงงูวิธีเลี้ยง Corn Snake อย่างถูกต้องการเตรียมที่อยู่อาศัยสำหรับ Corn Snake จำเป็นต้องใช้กล่องหรือกรงที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เช่น ตู้กระจกหรือกล่องพลาสติก ภายในควรมีถ้วยน้ำเพื่อรักษาความชื้นคำแนะนำ:ขนาดของที่อยู่อาศัยควรเหมาะสมกับขนาดของงูหลีกเลี่ยงการปล่อยงูออกจากกรง เพราะพวกเขาอาจเลื้อยหลบหนีโภชนาการและอาหารของ Corn Snakeอาหารหลักของ Corn Snake คือหนูไมซ์แช่แข็ง ซึ่งควรละลายให้ถูกต้องก่อนให้งูรับประทานการให้อาหาร:ให้อาหารทุก 5-7 วันสามารถใช้ไดร์เป่าผม หรือน้ำอุ่นช่วยละลายอาหารหลีกเลี่ยงการปล่อยอาหารไว้เฉย ๆ เพื่อป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียการสืบพันธุ์ของ Corn SnakeCorn Snake ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม และวางไข่ 10-30 ฟองต่อครั้ง โดยไข่จะใช้เวลา 60-65 วันในการฟัก ลูกงูแรกเกิดจะมีความยาวประมาณ 25-28 เซนติเมตรวิธีอาบน้ำให้งูข้าวโพดการอาบน้ำสำหรับงูข้าวโพดทำได้ง่าย โดยใช้อ่างขนาดพอดีตัวงู เติมน้ำเย็นสบาย และใช้สบู่สำหรับสัตว์เลี้ยงล้างทำความสะอาดร่างกายโรคที่พบบ่อยใน Corn Snakeเชื้อรางู (SFD):อาการได้แก่ ตาขุ่น รอยแผลบนเกล็ด หรือภาวะผอมแห้ง หากพบอาการเหล่านี้ ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีหวัด:ไม่กินอาหาร มีน้ำลายเต็มปาก ชูคอหรือเอาหน้าทาบกล่อง หายใจติดขัดหรือมีเสียง ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีคำถามที่พบบ่อยQ: Corn Snake ราคาเท่าไหร่?A: ราคาจะเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาท โดยขึ้นอยู่กับสีและลวดลายQ: งู Corn Snake อยู่ร่วมกับสัตว์อื่นได้หรือไม่?A: สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ต้องแยกพื้นที่เลี้ยงอย่างชัดเจนQ: เลือกซื้องู Corn Snake ได้จากที่ไหนที่เชื่อถือได้A: https://www.repttown.com/ เลย รวมฟาร์มชั้นนำจากทั่วไทย และมีการยืนยันตัวตน แถมใช้งานฟรีอีกด้วยสำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Corn Snake หรือกำลังมองหาสัตว์เลี้ยงและสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง สามารถเข้ามาช้อปได้ที่ https://www.repttown.com/ แหล่งรวมสัตว์เลี้ยง, สินค้าและบริการสำหรับสัตว์ Exotic ที่คุณรัก!

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 16 ม.ค. 25

อ่าน 6 ครั้ง


เบี๊ยดดราก้อนเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - วิธีการเลี้ยงมังกรเครา หรือ กิ้งก่าเบี๊ยดดราก้อน ( Bearded Dragon ) สำหรับมือใหม่

เบี๊ยดดราก้อนเลี้ยงยังไง มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง??? - วิธีการเลี้ยงมังกรเครา หรือ กิ้งก่าเบี๊ยดดราก้อน ( Bearded Dragon ) สำหรับมือใหม่

การดูแลมังกรเครา (Bearded Dragon) สำหรับมือใหม่มังกรเครา (Bearded Dragon) เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรักสัตว์เลี้ยง เพราะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และธรรมชาติที่เป็นมิตร การดูแลมังกรเคราให้มีสุขภาพดีและมีความสุขต้องใช้ความรู้และการเอาใจใส่เป็นพิเศษ บทความนี้จะแนะนำข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการดูแลมังกรเคราเพื่อช่วยให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลี้ยงมังกรเครา1. แหล่งกำเนิดและธรรมชาติของมังกรเครามังกรเคราเป็นสัตว์เลื้อยคลานพื้นเมืองจากออสเตรเลีย โดยธรรมชาติอาศัยอยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง เช่น ทะเลทรายและป่าโปร่ง มีลักษณะเด่นคือ "เครา" ใต้คอที่สามารถพองตัวเพื่อแสดงอารมณ์หรือป้องกันตัว2. ขนาดและอายุขัยมังกรเคราเมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 40-60 เซนติเมตร และมีอายุขัยเฉลี่ย 8-12 ปี หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมการเตรียมที่อยู่อาศัย1. ตู้เลี้ยงขนาด: ตู้เลี้ยงควรมีขนาดอย่างน้อย 90x45x45 เซนติเมตรสำหรับมังกรเคราหนึ่งตัววัสดุ: ควรใช้ตู้แก้วหรือวัสดุที่สามารถรักษาอุณหภูมิได้ดี2. ระบบแสงและความร้อนแสง UVB: จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์วิตามิน D3 และช่วยในการดูดซึมแคลเซียมอุณหภูมิ: ควรมีพื้นที่อบอุ่นที่อุณหภูมิ 35-40 °C และพื้นที่เย็นที่อุณหภูมิ 22-26 °C3. พื้นรองตู้วัสดุที่แนะนำ: กระดาษหนังสือพิมพ์ เสื่อยาง หรือทรายชนิดพิเศษสำหรับสัตว์เลื้อยคลานหลีกเลี่ยง: ทรายทั่วไปหรือวัสดุที่อาจทำให้เกิดการอุดตันในลำไส้โภชนาการและการให้อาหาร1. อาหารหลักโปรตีน: แมลง เช่น จิ้งหรีดและหนอนชนิดต่างๆ ควรเป็นอาหารหลักสำหรับลูกมังกรเคราผักและผลไม้: เช่น แครอท ใบผักโขม และฟักทอง ควรเสริมเพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน2. การเสริมแคลเซียมและวิตามินควรโรยแคลเซียมและวิตามินบนอาหาร 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคกระดูกอ่อนและส่งเสริมการเจริญเติบโต3. น้ำควรมีถ้วยน้ำสะอาดไว้ในตู้เสมอ และสามารถพ่นน้ำเพื่อเพิ่มความชื้นเล็กน้อยการดูแลสุขภาพ1. สัญญาณสุขภาพดีมีความกระตือรือร้นดวงตาสดใสการกินอาหารและการขับถ่ายเป็นปกติ2. สัญญาณที่ต้องระวังเบื่ออาหารเฉื่อยชาอุจจาระผิดปกติ3. การพบสัตวแพทย์ควรพามังกรเคราตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติการสร้างความผูกพันกับมังกรเครา1. การจับและการสัมผัสควรจับอย่างนุ่มนวลและสนับสนุนตัวมังกรให้มั่นคง เพื่อไม่ให้รู้สึกเครียด2. การปล่อยนอกตู้สามารถปล่อยให้มังกรเดินเล่นนอกตู้ได้ในพื้นที่ปลอดภัย แต่ต้องอยู่ในการดูแลตลอดเวลาสรุปการเลี้ยงมังกรเคราอาจดูซับซ้อนในตอนแรก แต่เมื่อคุณมีความรู้และเข้าใจวิธีการดูแลที่ถูกต้อง จะพบว่าสัตว์เลี้ยงชนิดนี้เป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยมและน่ารัก การเตรียมที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม การให้อาหารที่ถูกต้อง และการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญในการเลี้ยงมังกรเคราให้มีความสุขและสุขภาพดีหากคุณกำลังมองหาสัตว์เลี้ยงที่ไม่เหมือนใคร มังกรเคราอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับคุณ!Repttown.com เว็บไซต์สำหรับซื้อ/ขาย สัตว์เลี้ยงและบริการอื่นๆเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ใช้งานง่าย ลงขายฟรี มีผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 35,000 Users/เดือน มีฟาร์มชั้นนำไม่ต่ำกว่า 1,000 ฟาร์มทั่วไทย

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 14 ม.ค. 25

อ่าน 5 ครั้ง


เมื่อความน่ารักไม่ได้มีแค่ในการ์ตูน มังกรเขี้ยวกุดในชีวิตจริง "จิ้งเหลนจระเข้ตาแดง"

เมื่อความน่ารักไม่ได้มีแค่ในการ์ตูน มังกรเขี้ยวกุดในชีวิตจริง "จิ้งเหลนจระเข้ตาแดง"

ปกติแล้วเวลาเพื่อนๆดูหนังหรือการ์ตูนที่ชอบ เราก็อาจจะอินมากจนอยากดูซ้ำหรือเก็บสะสมสิ่งที่ระลึกจากหนังซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ทุกคนทำใช่ไหม?แต่สำหรับคนที่ชอบน้อง "เขี้ยวกุด ( Night fury )" จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นชื่อดังอย่าง "How to train you dragon"แอดมินอยากแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้จักกับ "จิ้งเหลนจระเข้ตาแดง ( Red Eyed Crocodile Skink )"ถึงแม้ในชื่อจะมีคำว่าจระเข้แต่จริงๆแล้วน้องนิสัยไม่ดุร้ายและกินแมลงเป็นอาหาร เป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่แอดมินชอบมากและก็ยังอยากเลี้ยงอยู่แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่น้องต้องการอย่างอากาศชื้นและเย็น แอดมินจึงไม่สะดวกที่จะเลี้ยงน้องจริงๆได้แต่ติดตามใน Social Mediaแอดมินจะนำเช๊คลิสต์สำหรับคนที่ต้องการเลี้ยงน้องมาแปะไว้ให้- ถังขนาด 15-20 แกลลอน หรือ Terrarium พร้อมพื้นที่ใส่ดิน- วัสดุรองที่ชื้น เช่น คลุมด้วยหญ้าไซเปรส สแฟกนั่มมอส ดิน หรือที่รองประเภทมะพร้าว- จานน้ำแบนกว้างและน้ำสะอาดสำหรับให้น้องดื่มและลงไปเล่น- ที่ซ่อนตัว เช่น เปลือกไม้ไม่มียาง กาบมะพร้าว เศษไม้ Hidebox แบบพลาสติก- อุณหภูมิคงที่ระหว่าง 23-27 องศา- พ่นหมอกทุกวันหรือสองครั้งเพื่อคงความชื้นในอากาศ- อาหารแมลงหลากหลายชนิดให้อาหาร 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วงเย็นที่น้องออกหากินสำหรับใครที่มีความพร้อมก็ลุยได้เลย อย่าลืมส่งภาพมาให้แอดมินชมด้วยน้าาRepttown.comเว็บไซต์สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงที่ครบจบตั้งแต่ซื้อขายไปจนถึงบริการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคนรักสัตว์เลี้ยงมีผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 35,000 user/เดือน และ มีฟาร์มที่ผ่านการยืนยันตัวตนไม่ต่ำกว่า 950+ ฟาร์ม

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 14 ม.ค. 25

อ่าน 3 ครั้ง


เทคนิคและวิธีการเพาะพันธุ์งูบอลไพธอน / การฟักไข่

เทคนิคและวิธีการเพาะพันธุ์งูบอลไพธอน / การฟักไข่

วิธีการเพาะพันธุ์งูบอลไพธอน***หมายเหตุ***บทความนี้เขียนขึ้นเพื่ออธิบายวิธีการเพาะพันธุ์งูบอลไพธอนที่เราใช้ แต่ควรทราบว่ามีหลายวิธีที่ถูกต้องสำหรับการเพาะพันธุ์งูชนิดนี้ หากคุณถามผู้เพาะพันธุ์งูที่ประสบความสำเร็จ 20 คน คุณอาจได้คำตอบที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย 20 แบบ สิ่งที่เราแนะนำคือให้คุณศึกษาหาข้อมูลจากหลากหลายแหล่งและค้นหาวิธีที่เหมาะสมกับคุณที่สุด บทความนี้จะแบ่งปันวิธีที่ได้ผลสำหรับเรา และหากคุณทำสิ่งที่แตกต่างไปบ้างก็ไม่ได้หมายความว่าคุณทำผิดการเตรียมความพร้อมของงูสำหรับการผสมพันธุ์ไม่มีเกณฑ์ตายตัวสำหรับขนาดหรืออายุของงูที่เหมาะสมสำหรับการผสมพันธุ์ โดยทั่วไป เราใช้การประเมินร่วมกันทั้งอายุและน้ำหนักเป็นเกณฑ์ สำหรับตัวเมีย ส่วนใหญ่จะพร้อมผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวที่3ของชีวิต หากน้ำหนักตัวมากกว่า 1,500 กรัม งูบางตัวอาจมีน้ำหนักถึง 1,500 กรัมในฤดูหนาวที่2 แต่ในกรณีนี้ เราให้ความสำคัญกับเรื่องอายุมากกว่า หากงูตัวเมียอายุเพียง 2 ปี เราต้องการให้น้ำหนักเกิน 1,800 กรัมก่อนเริ่มการจับคู่อย่างไรก็ตาม งูตัวเมียอายุ 4 ปีขึ้นไปที่มีน้ำหนัก 1,500 กรัมหลังการวางไข่ก็ยังอาจถือว่าเล็กเกินไปสำหรับการผสมพันธุ์ เพราะอาจต้องการน้ำหนักเกิน 2,000 กรัมเพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรงพอสำหรับการวางไข่ในครอกที่สมบูรณ์ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการพิจารณาแค่น้ำหนักอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอทั้งตัวผู้และตัวเมียควรมีโครงสร้างร่างกายที่สมบูรณ์ ไม่ใช่แค่อ้วนจากการให้อาหารมากเกินไป งูที่สมบูรณ์ควรดูหนาแน่นและมีความแข็งแรงเมื่อสัมผัส ไม่ใช่อ้วนท้วมจากการเลี้ยงแบบเร่งการเจริญเติบโตการพิจารณาสำหรับตัวผู้ตัวผู้สามารถพร้อมผสมพันธุ์ได้ในฤดูกาลแรก แต่เราต้องการให้ตัวผู้มีน้ำหนักอย่างน้อย 600 กรัมและยังคงกินอาหารก่อนเริ่มผสมพันธุ์ในฤดูหนาวแรก ตัวผู้บางตัวอาจหยุดกินอาหารหรือกินน้อยลงในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงควรให้มีน้ำหนักที่เพียงพอก่อนเริ่มการจับคู่ตัวผู้ที่เล็กเกินไปอาจไม่มีน้ำหนักพอสำหรับการหยุดกินอาหารในฤดูผสมพันธุ์ และตัวผู้ที่อ้วนเกินไปจากการให้อาหารมากเกินไปก็อาจขี้เกียจและไม่สนใจการผสมพันธุ์การเริ่มต้นจับคู่เมื่อคุณมีตัวผู้และตัวเมียที่มีน้ำหนักและอายุเหมาะสมสำหรับการผสมพันธุ์แล้ว คุณสามารถเริ่มจับคู่ได้ฤดูผสมพันธุ์ของงูบอลไพธอนสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี แต่ส่วนใหญ่ตัวเมียจะวางไข่ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายนเราเริ่มจับคู่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน และพยายามให้ตัวเมียทุกตัวได้จับคู่ครั้งแรกภายในเดือนมกราคม โดยปกติ ตัวผู้จะถูกจับคู่กับตัวเมีย 4-6 ตัวต่อฤดูสัญญาณของการตั้งท้องและการวางไข่หลังจากได้รับการจับคู่ ตัวเมียอาจแสดงพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น หลีกเลี่ยงจุดความร้อนหรือขดตัวใกล้ถ้วยน้ำ คุณอาจสังเกตเห็นร่างกายของตัวเมียมีลักษณะเป็นก้อน หรือ สีสว่างขึ้นเมื่อเข้าใกล้ช่วงวางไข่การตกไข่ (ovulation) คือช่วงที่ไข่ได้รับการผสมกับสเปิร์ม โดยปกติจะเกิดขึ้นเมื่อไข่มีขนาดประมาณ 40 มม. หลังการตกไข่ ตัวเมียจะลอกคราบครั้งสุดท้าย (pre-lay shed) ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังตกไข่ และวางไข่ประมาณ 30 วันหลังจากการลอกคราบการฟักไข่เมื่อถึงเวลาวางไข่ ตัวเมียจะขดตัวรอบไข่เพื่อปกป้อง เราค่อยๆ แยกตัวเมียออกจากไข่อย่างระมัดระวังและจัดไข่ลงในกล่องฟักไข่เราใช้กล่องขนาด 12 ควอร์ตส์ โดยจะใช้เวอร์มิคูไลท์ เพอร์ไลต์ หรือ แฮชไรท์ก็ได้ปริมาณ 300 กรัมกับน้ำ 150 กรัม ผสมให้ทั่วแล้วจัดเรียงไข่โดยทำเครื่องหมายจุดด้านบนของไข่แต่ละฟองเพื่อรักษาตำแหน่งเดิมสรุปการเพาะพันธุ์งูบอลไพธอนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความระมัดระวังและการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด การคำนึงถึงสุขภาพและความพร้อมของงูเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเพาะพันธุ์อย่างยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับการระบุหรือตีมอร์ฟลูกงูในช่วงเริ่มต้น อาจจะต้องใช้ประสบการณ์ของบรีดเดอร์ที่ชำนาญ หรือใช้ บริการตรวจมอร์ฟโดยใช้คราบงู กับ แลป ProHerper Thailand ติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/repttownหากต้องการขายลูกงูสามารถลงขายได้ที่ Repttown.com ใช้งานง่าย ลงขายฟรี มีผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 35,000 Users/เดือน มีฟาร์มชั้นนำไม่ต่ำกว่า 1,000 ฟาร์มทั่วไทย

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 14 ม.ค. 25

อ่าน 13 ครั้ง


วิธีการเพาะปลากัด เคล็ดลับการเพาะพันธุ์ปลากัด: การเลือกพ่อแม่พันธุ์ การดูแลลูกปลา และวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้อง

วิธีการเพาะปลากัด เคล็ดลับการเพาะพันธุ์ปลากัด: การเลือกพ่อแม่พันธุ์ การดูแลลูกปลา และวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้อง

ปลากัดถือเป็นปลาสวยงามที่มีความนิยมอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การเพาะพันธุ์ปลากัดให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้น ต้องเริ่มจากการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่เหมาะสม การเตรียมสภาพแวดล้อม และการดูแลลูกปลาในระยะเริ่มต้นอย่างถูกวิธี บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเคล็ดลับเหล่านี้อย่างละเอียด1. การคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์การเลือกพ่อแม่พันธุ์เป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพของลูกปลา ปลากัดควรมีอายุ 4-6 เดือนขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจว่าปลามีความสมบูรณ์ทางกายภาพและพร้อมต่อการเพาะพันธุ์ลักษณะพ่อพันธุ์: เลือกปลาที่แข็งแรง มีความคล่องตัวสูง และไม่มีร่องรอยของโรค มีการสร้างหวอดบนผิวน้ำลักษณะแม่พันธุ์: เลือกปลาที่มีลำตัวอวบสมบูรณ์ ท้องมีไข่ชัดเจน และตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น เช่น การไล่ปลา2. การเพาะพันธุ์ปลากัดการเพาะพันธุ์ปลากัดต้องแยกพ่อแม่พันธุ์ออกจากกันก่อนนำมาเข้าคู่ เพื่อกระตุ้นให้ปลามีความพร้อมในการผสมพันธุ์เตรียมบ่อหรือภาชนะใส่น้ำสะอาดใส่ใบตองหรือใบไม้น้ำเพื่อสร้างความเป็นธรรมชาติแนะนำให้นำพ่อพันธุ์ลงก่อน 1-2 วันเพื่อปรับตัว3. การอนุบาลลูกปลากัดหลังจากปล่อยให้พ่อพันธุ์ดูแลไข่จนฟักเป็นตัว ลูกปลาควรได้รับการอนุบาลในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้อาหารที่ย่อยง่าย เช่น ไรแดงหมั่นเปลี่ยนน้ำสะอาดเพื่อลดความเสี่ยงของโรค4. วิธีการเลี้ยงปลากัดใช้ภาชนะที่เหมาะสม เช่น โหลแก้ว หรือบ่อขนาดเล็กเปลี่ยนน้ำอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 1 ครั้งให้อาหารวันละ 1-2 ครั้ง และไม่ควรให้เกินความจำเป็นสรุปการเพาะพันธุ์และเลี้ยงปลากัดให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องยาก หากมีการวางแผนและดูแลอย่างถูกต้อง นอกจากจะได้ลูกปลาที่แข็งแรงและสวยงามแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับการเลี้ยงปลากัดในเชิงพาณิชย์อีกด้วยหากต้องการขายสัตว์เลี้ยงสามารถลงขายได้ที่ Repttown.com ใช้งานง่าย ลงขายฟรี มีผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 35,000 Users/เดือน มีฟาร์มชั้นนำไม่ต่ำกว่า 1,000 ฟาร์มทั่วไทย

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 14 ม.ค. 25

อ่าน 1 ครั้ง


คาปิบารา สัตว์เลี้ยง "Exotic" ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่

คาปิบารา สัตว์เลี้ยง "Exotic" ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่

เคยไหม? อยากเลี้ยงสัตว์ Exotic pets แต่กลัวว่าจะคาดเดาพฤติกรรมไม่ได้จนได้ถูกกัด ข่วน หรือได้รับบาดเจ็บพบกับสัตว์เลี้ยงสุดเชื่องที่ไม่ว่าจะกลัวสัตว์อะไรจะต้องหลงไหลกับความนิ่งสุขุมที่ไม่มีแววก้าวร้าวหรือแสดงความน่ากลัวของเขา"คาปิบารา" หรือที่คนไทยเรียกว่า หมามะพร้าว หนูขนาดยักษ์สุดเชื่อง เป็นสัตว์ฟันแทะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยทั่วไปมักอาศัยอยู่ในอเมริกาเหนือและตอนกลางของอเมริกาใต้ที่มีอุปนิสัยนิ่ง ไม่ดุร้าย ทำให้เลี้ยงรวมกับสัตว์อะไรก็ได้ เราจึงมักพบน้องเป็นพนักงานต้อนรับตามสวนสัตว์หรือคาเฟ่เป็นประจำถ้าหากต้องการมีน้องคาปิบาราเป็นของตัวเองละก็ต้องทำยังไงบ้าง นี่เลยคาปิบาราเป็นสัตว์สังคม ดังนั้นถ้าให้ดีควรเลี้ยงเป็นคู่หรือมากกว่า ไม่อยากให้ลูกเหงาก็ตังเอาตังไปเปย์มาเพิ่มพื้นที่ขนาด 12*20 ฟุต ขึ้นไปสำหรับ 1 คู่บ่อน้ำ คาปิบาร่าเป็นสัตว์ที่ชอบแช่น้ำมาก รวมถึงการขับถ่ายและผสมพันธุ์ส่วนมากจะเกิดขึ้นในน้ำอาหารจำพวกหญ้าไม่ว่าจะเป็นทิมโมธีหรือออชาร์ดที่หาได้ง่ายตามร้านขายอาหารสัตว์ และ ให้ผักสดสะอาดเพื่อเพิ่มวิตามิน C ( สามารถใช้อาหารเควี่บางยี่ห้อทดแทนได้ )รั้วที่สูงมากพอ เพราะเขากระโดดได้สูงพอตัวเลย ขึ้นอยู่กับนิสัยเขาด้วยเลือกซื้อคาปิบาราจากร้านที่ดูแลดี มีการรับประกัน เช่นร้านใน Repttown.comเว็บไซต์ดี แอดมินสวย มีการยืนยันตัวตนผู้ขาย ใช้งานฟรีไม่มีค่าบริการเทียบกับสัตว์อื่นๆที่แอดมินเคยแนะนำบอกเลยว่ามีข้อจำกัดน้อยมาก ( แต่ละข้อใช้เงินเยอะมาก 555 )แต่ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยเลย มีหมามะพร้าวเป็นของตัวเอง เท่ไม่ซ้ำใครแน่นอนRepttown.comเว็บไซต์สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงที่ครบจบตั้งแต่ซื้อขายไปจนถึงบริการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคนรักสัตว์เลี้ยงมีผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 35,000 user/เดือน และ มีฟาร์มที่ผ่านการยืนยันตัวตนไม่ต่ำกว่า 950+ ฟาร์ม

เขียนโดย Repttown

โพสต์เมื่อ 14 ม.ค. 25

อ่าน 2 ครั้ง


REPTALES v1.0.2 by ReptTown
All Right Reserved